For more information
081928 7929

การศึกษามงฟอร์ต

img

การศึกษามงฟอร์ต: มรดกของท่านนักบุญหลุยส์ มารี กรียอง เดอ มงฟอร์ต

สิ่งที่ ท่าน น. มงฟอร์ต หลงใหลและค้นหา ตลอดชีวิต ของท่าน นั่นก็คือ Divine Wisdom (ปรีชาญาณ) ท่านได้ให้ ความหมาย ของ ปรีชาญาณ ไว้ใน  "The Love of Eternal Wisdom" Chapter 6 ไว้ดังนี้

“ปรีชาญาณ เป็นมากกว่าความแข็งแรงและความรอบคอบ เป็นสิ่งที่ดีกว่า ความกล้าหาญ จงฟัง ท่านผู้มีอำนาจและจงทำความเข้าใจ จงเรียนรู้และจงนำมาใช้ในการวินิจฉัย จงปรารถนาสิ่งนี้ อย่างร้อนรน จงหลงรักสิ่งนี่ แล้วท่านจะพบแต่คำสอนที่ดี

ปรีชาญาณ เป็นสิ่งที่สง่างามและความงามนี้ไม่มีวัน เสื่อมคลาย ผู้ใดที่ใฝ่หาเธอ จะไม่พบความยากลำบากที่จะเจอเธอ ผู้ใดที่ค้นหาเธอ ก็จะพบ เพราะเธอ วนเวียนอยู่รอบบุคคลที่แสวงหาคุณค่าของตนเอง เธอจะปรากฏตัว ต่อผู้นั้น อย่างงดงาม และจะนำพาชีวิตของเขาและดูแลชีวิตของเขา ด้วยความรักที่ทะนุถนอม..”

         และนั่นจะถือว่า เป็น วิสัยทัศน์ในการจัดการศึกษา “มงฟอร์ต ก็ว่าได้ เพราะ ตลอดชีวิตของท่าน ท่านได้เสาะแสวงหา ปรีชาญาณ นี้ และใช้ปรีชาญาณ นี้ ในการนำพาชีวิต ของการเป็นนักจาริกแสวงบุญ ที่สำคัญในช่วงเวลาที่สถานการณ์ รอบตัวท่าน เต็มไปด้วยความสับสน ในการดำเนินชีวิต พระศาสนาจักรที่ท่านรับใช้ ได้นำคำสอนผิดๆของ ลัทธิ Jansenism มาเผยแพร่ เป็นคำสอนที่”เน้นว่าพระเจ้าได้ทรงเลือกก่อนที่จะสร้างคนที่กำหนดจะได้รับการบันทึกไว้หากไม่ได้รับพระคุณของพระเจ้าและเลือกที่อาศัยอยู่กับความพยายามของคนที่ไม่เคยได้รับความรอดเพราะธรรมชาติของมนุษย์ได้รับความเสียหายหลังจากการล่มสลายของคนบาป ไม่สามารถช่วยตัวเองผลที่ได้บาปนี้จะไม่ฟรีถ้าคนที่ไม่มีความสง่างามเป็นพิเศษเขาเป็นร่างกายไม่สามารถที่จะทำดีไม่สามารถจี้หลีกเลี่ยงความชั่วร้ายไม่ถึงพระบัญญัติของพระเจ้า เพียงผ่านพระเยซูผู้ที่เสียชีวิตจะได้รับความรอด แต่ผู้ที่ไม่สามารถต้านทานพระคุณของพระเจ้าเพื่อที่จะเห็นความรอดของพระเจ้าหรือไม่หนังสือเล่มเดียวที่จะให้คนพระคุณของพระเจ้าไม่สามารถปฏิเสธไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมและในตรรกะ ยกย่องเพียงเหยื่อของทฤษฎีชะตาธรรมชาติหรือเหนือธรรมชาติพฤติกรรมของเขาไม่ได้ถูกกำหนดโดยธรรมชาติจะถูกกำหนดโดยความสง่างาม เซ่นย้ำว่าพระเยซูจะเป็นคนที่มีเหตุผลเกินไปพระเจ้ามอบหมายให้ บริษัท และน้อยลงในความเชื่อที่สามารถที่พวกเขาพูดเกินจริงการกระทำที่ดีของผู้คนยกย่องความรู้สึกของเสรีภาพเพื่อให้ทำงานชดใช้ของพระเยซูกลายเป็นความสง่างามราคาถูก”(http://th.swewe.net/word_show.htm/?1084479_1&Jansenism) ทำให้ประชาชน ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ใหญ่ เยาวชนและเด็ก สับสนในการใช้ชีวิตและ เกิดคำถามในหมู่คนฝรั่งเศสในสมัยนั้นว่า “ในเมื่อพระเป็นเจ้าได้กำหนด ชะตากรรมของมนุษย์ไว้ ‘ทำไมจะต้องทำดี’ ‘จะทำความดีไปเพื่ออะไร’ ‘ไหนๆ พระก็กำหนดชะตากรรมของฉันไว้แล้ว จะทำถามดีไปทำไม’ ทัศนะเหล่านี้ น. หลุยส์ มองว่า เป็นทัศนะที่ผิด และมีผลต่อศีลธรรมและจริยธรรม ต่อสังคมฝรั่งเศส ในสมัยนั้นอย่างมาก ในใจของท่านคิดเสมอว่า “ทำอย่างไร” ที่จะให้เยาวชนฝรั่งเศส ในยุคนั้น รอดพ้นจากคำสอนผิดๆ ดังกล่าวได้ และนั่นเป็นที่มาของ “การศึกษา มงฟอร์ต” การศึกษามงฟอร์ตจึงเป็น การศึกษาที่เน้นให้ผู้เรียน “เป็นบุคคลที่มีแรงบันดาลใจ มีความเคารพต่อสังคมและชุมชน มีความรักเป็นตัวนำในการดำเนินชีวิตและในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น ที่สำคัญ เป็นบุคคลที่ยึดเส้นทางของปรีชาญาณในการดำเนินชีวิต.”(MEC, Ch. 3)

  • สัญญาณของกาลเวลา

 

สหัสวรรษใหม่ ถักทอสัญญาที่ โลกาภิวัตน์หยิบยื่นให้ สัญญาดังกล่าวเป็นทั้งความท้าทายและอุปสรรคในการจัดการศึกษาของเรา แน่นอนพร้อมกับการมาเยือนของโลกาภิวัตน์ ทรัพยากรที่จะนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาก็มหาศาล การเชื่อมต่อการสื่อสารทางไกลที่สามารถติดต่อถึงกัน แทบจะทันที กลายเป็นช่องทางของการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสารและความรู้ ที่สามารถ นำมาใช้ ทั้งในเชิงพาณิชย์ วัฒนธรรม การเมือง และสังคม ทำให้เกิดข้อเรียกร้อง ทางเสรีภาพ สิทธิและความทัดเทียม ทั้งในระดับชาติและในนานาชาติ ที่นำความเจริญมาพร้อมกับความก้าวหน้าดังกล่าว
ขณะเดียวกันการคุกคามที่เกิดจาก ความก้าวหน้าที่รวดเร็วของ สื่อสังคมออนไลน์ที่มีการตอบสนองทางสังคมได้หลายทิศทาง โดยผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ก็สร้างผลกระทบต่อเยาวชนทั้งในระบบโรงเรียนและนอกโรงเรียน ผลกระทบดังกล่าวก็ไม่น้อยกว่าประโยชน์ของมัน เยาวชนเสพติดกับสื่อออนไลน์ และมีพฤติกรรมทางการเรียนที่เปลี่ยนไป จากอดีตอย่างน่ากังวล เป็นเยาวชนที่มุ่งแต่ตนเอง ขาดความใส่ใจในการศึกษาเล่าเรียน เอาแต่ใจ และชอบใช้ความรุนแรงต่อกัน

การศึกษา “มงฟอร์ต” ได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทั้งในเชิงความท้าทายและอุปสรรค ต่อการจัดการศึกษา ซึ่งทางสังคายนา วาติกัน ครั้งที่ 2 นี้ก็ได้เรียกร้องให้ นักบวชได้หันกลับมายังมรดกของผู้สถาปนาคณะฯของตน และทำการฟื้นฟูจิตตารมย์ ด้วยจิตวิญญาณที่ได้รับความสว่างจากองค์พระจิต เพื่อนำมาใช้ในการปรับวิสัยทัศน์ การกำหนดทิศทางการบริหาร และออกนโยบาย ที่เหมาะสมและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และ หลักการการดำเนินชีวิตของเรา ที่เรียกร้องเราแต่ละคนให้ “เป็นผู้ติดตามพระองค์อย่างใกล้ชิดและดำเนินภารกิจเพื่ออาณาจักรของพระองค์”(RL 9), โดยการมีชีวิตบนโลกนี้ในฐานะเป็นสมาชิกของมนุษยชาติเดียวกัน พร้อมที่จะร่วมทุกข์ ร่วมสุข และเผชิญกับปรากฏการณ์ของการเปลี่ยนแปลง ภายใต้อำนาจแห่งความตาย แห่งบาปและความอยุติธรรมที่มีอยู่อย่างดาษดื่นบนโลกใบนี้ ที่เราบางครั้งก็ทำเพียงแค่รับรู้และบางทีเราก็เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น ในสังคมของเรา และสิ่งนั้นก็เป็นพิษภัยต่อกระแสเรียกของเรา และนั่นก็คือข้อรียกร้องการเป็นนักบวชของเราที่เราจะต้องทำให้โลกนี้เป็นโลกแห่งความยุติธรรม” (GC 29, III)

ในขณะเดียวกัน สมัชชากลางของคณะฯ ยังเรียกร้องให้เรา “ต้องไม่หมดกำลังใจ แม้ว่าอุปสรรคจะท่วมท้น เราจึงต้องเปิดใจของเรารับพระจิต ในการที่เราจะเดินทางของเราต่อไป บนเส้นทางเดียวกันนี้ร่วมกับประชากรของพระองค์ ด้วยความมุ่งมั่นและพลังใจที่เราได้รับ ทั้งจากองค์พระเยซูเจ้า จากอัครสาวกของพระองค์และกับประกาศก รวมทั้งกับ บุญราศรี มารี หลุยส์ ตรีเช คุณพ่อกาเบรียล ดีเอร์ และจากภราดาของเรา ทั้งในอดีตและปัจจุบัน”(GC 29, IV)

         การดำเนินการดังกล่าว จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เราได้รวบรวมและจัดเรียงทรัพยากรใหม่ โดยการเก็บรักษาสิ่งที่ดีไว้ในอดีต แสวงหาพันธมิตรในการดําเนินพันธะกิจ สรรหาบุคคลกรที่จะมาร่วมสานพันธะกิจดังกล่าว เพื่อให้การสรรสร้าง วิสัยทัศน์ของ ท่าน น.มงฟอร์ต ให้เป็นจริง  (cf. GC 29, IV; C. 89,)

เช่นเดียวกัน กับข้อเรียกร้อง ของ สมัชชาใหญ่ ครั้งที่ 30 ข้อเรียกร้องดังกล่าว เชิญชวนเรา “ให้ฟื้นฟูสนามแห่งการประกาศข่าวดีของเรา ใหม่ และ ส่งเสริมการมีส่วนและเครือข่ายการดำเนินกิจกรรม ระหว่าง สถาบันของเรากับแขวงต่างๆ ในคณะของเรา” (GC 30, 35). ซึ่งข้อเรียกร้องที่กล่าวมา ได้รับการบรรจุไว้ใน กฎบัตร “การจัดการศึกษามงฟอร์ต” ตามวัตถุประสงค์และแนวทาง ดังข้างล่างนี้

  • วัตถุประสงค์ “การจัดการศึกษามงฟอร์ต”

 

การจัดการศึกษามงฟอร์ต มีวัตถุประสงค์ในการจัด ที่เน้นให้ผู้เรียน “เป็นบุคคลที่มีแรงบันดาลใจ มีความเคารพต่อชุมชน มีความรักเป็นตัวนำในการดำเนินชีวิตและในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น ที่สำคัญ เป็นบุคคลที่ยึดเส้นทางของปรีชาญาณในการดำเนินชีวิต.”(MEC, Ch. 3)

  •  i) วิสัยทัศน์แห่งชีวิตจิต

 

“พระเจ้าแต่ผู้เดียว” เป็นอุดมการณ์ของท่าน น. มงฟอร์ต เป็นเป้าหมายในการใช้ชีวิต และ เป็นกุญแจที่ท่านใช้ในการไขไปสู่สากลจักรวาล และนั่นก็คือวิสัยทัศน์แห่งชีวิตจิตของคณะฯของเรา การวางวิสัยทัศน์แห่งชีวิตจิต จะช่วยให้สถาบันการศึกษาทั้งหมดของเรา สามารถค้นหาความหมายของสัจธรรมเดียวกันที่มีเป้าหมายเดียวกันในการจัดการศึกษา การที่เรามีกรอบในการจัดการศึกษาเดียวกันนี้ เปิดโอกาสให้เรา สามารถดำเนินภารกิจต่างๆ เหล่านี้ ร่วมกัน:  

  • จัดประสบการณ์ในด้านชีวิตจิตที่ลึกซึ้งและการกำหนดเป้าหมายในการดำเนินชีวิตเพื่อให้ผู้เรียนสามารถพบปรีชาญาณและดำเนินชีวิตตามเสียงเรียกร้องของปรีชาญาณ
  • เสริมสร้างให้ผู้เรียนหยั่งรากลึกในวัฒนธรรมแห่งความเชื่อของพวกเขาโดยการมีประสบการณ์ในการพบพระด้วยตนเองที่จะนำพาให้พวกเขาสามารถยินดีกับความแตกต่างของชีวิตและความรักซึ่งกันและกัน
  • เสริมสร้างความตระหนักและความมุ่งมั่นในตนเองต่อการนับถือศาสนาของตนเอง ในเวลาเดียวกันให้ความเคารพและให้การส่งเสริมความเชื่อที่มั่นคงของผู้อื่น
  • ส่งเสริมการใช้ชีวิต คริสตชนในชุมชนด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมความเชื่อและความร้อนรนในการแพร่ธรรม โดยไม่ทิ้งการส่งเสริมการจัดกิจกรรมของความเชื่ออื่นๆ
  • เสริมสร้างวัฒนธรรมแห่งความเชื่อคาทอลิกที่แท้จริง ที่เป็นสากลและอยู่บนพื้นฐานแห่งคุณค่าของของความไว้วางใจ ความยุติธรรมและความสัมพันธ์ที่แท้จริงต่อกัน การรับใช้ซึ่งกันและกัน การมีส่วนร่วม การให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่ผู้ด้อยโอกาส และการมีน้าใจต่อการให้อภัย
  • ส่งเสริมอุดมการณ์และคุณค่า จิตตารมย์ของท่าน น. มงฟอร์ตแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษามงฟอร์ต โดยการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมและมีโครงสร้างที่ชัดเจน ในการจัดกิจกรรมดังกล่าว

ii) การจัดการศึกษาที่ทัดเทียม

ในกลอนของท่าน น. มงฟอร์ต บทหนึ่ง มีท่อนหนึ่งที่เอ่ยถึง ผู้ที่ประสงค์จะติดตามท่านอย่างชัดเจน ว่า: “ในการใช้ชีวิตของเธอ เธอต้องมีจุดหมายในการช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้ที่ถูกทอดทิ้ง ผู้ที่สิ้นหวัง และผู้ที่พิการ(Hymn 149)

ท่าน น.มงฟอร์ต มองเห็น ในผู้ยากไร้และคนที่อยู่ชายขอบของสังคม พระพักตร์ของพระเจ้า พวกเขาเหล่านั้นคือผู้กำหนดวิถีในการใช้ชีวิตของท่าน เป็นผู้ให้ภาพที่ชัดเจนในการเลือกที่จะใช้ชีวิตและรูปแบบในการรับใช้ เวลาเดียวกัน ท่าน น. มงฟอร์ต มีความเข้าใจว่า การดำเนินพันธะกิจด้านการมนุษยธรรมและการปลดปล่อย พวกเขาให้พ้นจากสภาวะที่ยากไร้ดังกล่าว จะต้องไม่เว้นผู้ใด มงฟอร์ต ใช้ชีวิตติดตามนายของท่านด้วยการเลือกผู้ทุกข์ยากเหล่านั้นที่ถูกผลักให้ตกอยู่ในสภาพของการถูกกดขี่และขาดความเอาใจใส่ เป็นตัวเลือกแรกในการรับใช้ พวกด้อยโอกาส พวกที่ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกดูถูกจากสังคม และขาดสิทธิ์ทางสังคม เป็นคุณค่าหลักในการดำเนินพันธะกิจของท่าน การศึกษามงฟอร์ตก็เป็นเช่นนั้น การศึกษามงฟอร์ต จึงเป็น:

  • ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้ด้อยโอกาส ที่พิการทางร่างกาย ทางสังคม และทางจิตวิทยา รวมทั้งผู้ที่ติดเชื้อ HIV/AIDS คนพื้นเมือง บุคคลที่สังคมปฏิเสธ ผู้อพยพและผู้ยากจน โดยทางโรงเรียนจะต้องกำหนดสัดส่วนในการรับนักเรียนประเภทดังกล่าว
  • ยึดหลักการจัดการศึกษาแบบสามัญ ที่เปิดโอกาสให้แก่เด็กทุกประเภทให้ได้รับการศึกษาโดยไม่ปฏิเสธผู้ใด และให้โอกาสเป็นเบื้องต้นแก่เด็กที่ยากไร้
  • ยึดมั่นในหลักการที่จะไม่ปฏิเสธเด็กคนใดเข้าสู่การจัดการศึกษามงฟอร์ต บนพื้นฐานของการขาดแคลนทุนทรัพย์
  • ส่งเสริมระบบการศึกษาที่ คุณพ่อ กาเบรียล ดีเอร์ ได้ริเริ่ม นั่นคือการจัดการศึกษาทางเลือกและเชิงบูรณาการ
  • ส่งเสริมการศึกษาอาชีวะที่พัฒนาทักษะและความรู้ ที่ขยายโอกาสทางอาชีพให้กับเยาวชน
  • จัดโปรแกรมการศึกษาที่เน้นให้ผู้เรียนได้สัมผัสกับเป็นจริงในชุมชน เช่น ความยากจน การไม่ได้รับความเป็นธรรม การถูกละเมิดสิทธิ์ และให้ผู้เรียนได้ทำการไตร่ตรองและซึมซับเป็นประสบการณ์ภายใน
  • ปลูกฝังคุณค่าหลักของการศึกษามงฟอร์ตและการมีส่วนร่วมในตัวผู้เรียน เพื่อให้พวกเขามีความปรารถนาที่จะพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นต่อไป
  • นำหลักสูตรและใช้อุปกรณ์การเรียนการสอนที่เน้นการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน
  • ปลูกฝังให้ผู้เรียนมีทัศนคติในการเคารพ สิทธิของสตรี และเด็กและพร้อมที่จะปกป้องสิทธิดังกล่าว
  • ให้ความช่วยเหลือชุมชนในการขจัดการลำเอียงทางสังคม เพื่อให้ชุมชน มีทัศนคติต่อกันที่ถูกต้องและใส่ใจกันและกัน
  • เสริมสร้างทัศนคติของให้ความร่วมมือแก่กันและกัน การให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และการให้ความห่วงใยกับทุกคน ในกระบวนการของการจัดการศึกษา และนั่นเป็นการเสริมสร้าง อาณาจักรของพระเจ้า

 

iii) การจัดการเรียนการสอนแบบทุ่มเทสุดตัว (Incarnational)

“มิใช่แต่เพียงรักคนจน รับใช้พวกเขา และ ร่วมโต๊ะอาหารแห่งความเชื่อด้วยกัน แต่ฉันได้กลายเป็นคนหนึ่งของหมู่คนยากไร้” (Hymn 18). ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของการจัดการศึกษาแบบมงฟอร์ต มีแบบอย่างของสมบูรณ์ในการจัดการเรียนการสอนแบบทุ่มสุดตัว ที่มีคุณลักษณะของการทุ่มเท การเข้าไปมีส่วนร่วม การแสดงความเข้าอกเข้าใจอย่างลึกซึ้ง การมีส่วนในสถานการณ์ร่วมและการสร้างกระบวนการของการมีส่วนร่วม คุณค่าที่ได้รับการหล่อเลี้ยงเหล่านี้ในรูปการจัดการเรียนการสอนแบบทุ่มเทสุดตัวเป็นทางยาวที่ทอดไปสู่การเปลี่ยนแปลงภายในของบุคคลและทางสังคม ที่สามารถบรรลุได้โดยการ:

  • สร้างวัฒนธรรมของความสัมพันธ์กับทุกคนอย่างเป็นกันเองและอบอุ่น
  • ครูและผู้บริหารเข้าไปมีบทบาทในการเป็นพี่เลี้ยงและให้คำแนะนำในการใช้ชีวิตของนักเรียน ให้ความใส่ใจกับพัฒนาการของพวกเขาในทุกด้านไม่ว่าจะเป็น ด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และชีวิตจิตและช่วยพัฒนาพวกเขาแต่ละคนให้เห็นคุณค่าของตนเองและมีความรับผิดชอบส่วนตน 
  • จัดโครงการที่เหมาะสมในการเข้าไปมีส่วนในการแก้ไขปัญหาในชุมชนที่โรงเรียนของเราตั้งอยู่
  • มีความโปร่งใสและเรียบร้อยในทุกมิติในกระบวนการ การจัดการศึกษา

 

iv) ด้านนวตกรรมและการสร้างสรรค์

คำสอนที่หนักหน่วงของ น.มงฟอร์ต ที่ว่า “ถ้าเราไม่กล้าเสี่ยงเพื่อพระแล้ว เราคงไม่สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อพระองค์ได้” ได้มีผลต่อการตัดสินใจเลือกดำเนินพันธะกิจและการทุ่มเทของผู้ที่ติดตามท่านในอดีตที่ผ่านมา “ถ้าอุดมคติและความร้อนรนอย่างสร้างสรรค์เป็นเครื่องหมายแห่งการดำเนินชีวิตของท่านนักบุญผนวกกับความกล้าหาญของ คุณพ่อ ดีเอร์  ในการรื้อฟื้น จิตตารมย์เชิงสร้างสรรค์ของท่านนักบุญ กลับคืนมาและขยายงานของท่านออกไป อาศัยแบบอย่างที่ดีดังกล่าว การจัดการศึกษาแบบมงฟอร์ต ย่อมแสวงหาพรมแดนใหม่ และเริ่มภารกิจใหม่ บนหนทางที่ไม่คุ้นเคย ในการสร้างประชากรของใหม่ในการดำเนินการดังกล่าว เป้าหมายทั้งหมดก็คือ การพัฒนาผู้เรียนทั้งครบแบบบุรณาการ ให้กลายเป็นบุคคลไม่ว่า ชายและหญิง ในทุกผู้ทุกนาม ที่มีบุคลิก มีความสามารถ มีมโนธรรมและความรัก เป้าหมายนี้สามารถ บรรลุได้ โดยการ:

  • นักเรียนได้รับการปลูกฝังทางปัญญาอย่างครอบคลุมและสมบูรณ์ในการพัฒนาด้านการมีเหตุผล การคิดเชิงวิเคราะห์ และการประเมินอย่างมีเหตุผล โดยผ่านการสอนที่มีการจูงใจและอย่างมีความสามารถ
  • นักเรียนได้รับโอกาสในการพัฒนามิติของชีวิตในด้านจินตานาการ ด้านจิตใจและด้านความคิดสร้างสรรค์ โดยการจัดกิจกรรมที่มีส่วนในการพัฒนาสมองซีกขวาและบรรจุไว้ในหลักสูตรปกติ
  • นักเรียนได้รับโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรม ที่เน้นการแบ่งกลุ่ม การรับฟังผู้อื่น และการให้ความร่วมมือแก่กันและกัน
  • โปรแกรมและวิธีการจัดการเรียนการสอนจะต้องปลุกเร้าให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้นที่จะรู้และมีทัศนคติที่ใฝ่รู้ด้วยตนเองและแสวงความรู้ด้วยเชิงประจักษ์เพื่อช่วยให้พวกเขามีความสามารถในการเผชิญกับความต้องการใหม่ๆของชีวิต
  • พัฒนานักเรียนให้ความรู้และทัศนคติเชิงวิเคราะห์ต่อการสื่อสารมวลชน เครือข่ายทางสังคม และเครื่องมือสื่อสารแบบอื่นๆและการมีปฏิสัมพันธ์ ที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยี่การสื่อสาร เพื่อพวกเขาจะได้มีควาสามารถในการเลือกอย่างรอบคอบมากกว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือ
  • จัดโปรแกรมและกิจกรรมการสอนในสถานการณ์ที่มุ่งพัฒนาวัฒนธรรมเพื่อชีวิตและการมีชีวิตอย่างถูกสุขลักษณะเพื่อให้นักเรียนสามารถเผชิญกับสถานการณ์ที่ตรึงเครียดและสถานการณ์วิกฤตของตนเองด้วยความกล้าหาญและอดทน
  • สถาบันการศึกษามงฟอร์ต มีบทบาทและหน้าที่ ในการจัดทำหลักสูตร การพัฒนาการเรียนการสอน และการเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์การ ที่สอดรับกับคุณค่าหลักของ ท่าน น. มงฟอร์ตด้วยทัศนะของการสร้างรูปแบบการศึกษาของโลกใหม่ที่ร่วมกันสร้าง

 

v) การศึกษาที่มุ่งความสนใจอย่างดีที่สุดกับนักเรียนThe Best Interests of the Child

ในทุกกิจกรรมที่เกี่ยวกับเยาวชน ท่านน. มงฟอร์ตจะพุ่งความสนใจไปยังความเป็นบุคคลของนักเรียนเป็นเบื้องต้น ทานจะวางแผนอย่างพิถีพิถันในการวางโครงสร้างของโรงเรียนและห้องเรียน รวมทั้งการสอนที่มีแบบแผน และความปลอดภัยในโรงเรียนและสุขอนามัยของผู้เรียน การพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ท่าน นักบุญให้การพิจารณา (Original Rule of the Daughters of Wisdom No. 281 ff.). แม้ว่าจะมีข้อจำกัดในด้านการเผยแพร่คำสอนผิดๆในสมัยของท่าน ผู้ศึกษาประวัติของท่าน ยังได้บอกกับเรา ว่า "โรงเรียน มงฟอร์ต เป็นสถานที่ ที่เยาวชนได้พบตนเองในบรรยากาศที่น่าตื่นเต้น เหมือนกับการเล่นเกมส์หรือการละเล่นก็ว่าได้” การศึกษามงฟอร์ต วันนี้จึงต้องวางผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของภารกิจทางการศึกษาและสามารถเป็นจริงได้โดยการ:

  • ความต้องการพื้นฐานของนักเรียน รวมทั้งการจัดอาหารที่เพียงพอ สุขอนามัยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจจะต้องได้รับการดูแล ในบรรยากาศที่ปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน
  •  บทบาทการมีส่วนร่วมของนักเรียนต้องมีอย่างเพียงพอในการตัดสินใจของโรงเรียนที่กระทบต่อสิทธิส่วนตัวในฐานะบุคคล เพื่อเตรียมพวกเขาให้เป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเอง
  • การจัดการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมจะช่วยให้เราสามารถพัฒนาความสามารถที่ซ่อนร้นในตัวผู้เรียน
  • การกีดกันบนพื้นฐานของ เพศ ศาสนา วรรณะ และฐานะจะต้องหลีกเลี่ยง ทั้งในเรื่องการรับนักเรียนใหม่และเกี่ยวกับการจัดกระบวนการการเรียนการสอน
  • นักเรียนที่ขัดสนและอยู่ชายขอบสังคมจะต้องได้รับการพิจารณาเข้าเรียนเป็นพิเศษ
  • ข้อปฏิบัติที่เกี่ยวกับสิทธิเด็กและแนวทางการปฏิบัติควรได้รับการศึกษาและนำมาใช้ ในการจัดการเรียนการสอน ร่างนโยบายในการจัดทำหลักสูตร การบริหาร และการสร้างวัฒนธรรมองค์การ

 

vi) การสร้างพันธมิตรและเครือข่ายทางการศึกษา

การสร้างพันธมิตรและเครือข่ายทางการศึกษาถือว่า เป็นวิถีชีวิต ในการดำเนินภาระกิจของท่าน น.มงฟอร์ต เมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิต ต้องยอมรับว่า โลกวันนี้ดาษดื่นในเรื่องการแสวงหาความร่วมมือและการสร้างทีมในการทำงาน ในขณะที่ การประชุม สมัชชา ใหญ่ของคณะ ครั้งที่ 30 ได้ให้ข้อเสนอไว้ว่า “วันนี้ โลกเต็มไปด้วยเครือข่ายของความร่วมมือและ พระศาสนจักรก็แสวงหา ความป็นหนึ่งเดียวกันในด้านจิตวิญญาณ เราเช่นกันได้รับการเชื้อเชิญในการใช้ชีวิตของการเสริมสร้างพันธมิตร ยิ่งวันยิ่งมากขึ้นกับองค์การอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และสิ่งนี้ควรได้รับการขยายไปสู่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามที่มีความปรารถนาดี” (No. 37)

การสร้างพันธมิตรในฐานะที่เป็นคุณค่าของการแพร่ธรรมและควรเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่การศึกษามงฟอร์ต นำมาใช้ในการบรรลุเป้าหมาย:

  • นำเสนอชีวิตและวิสัยทัศน์ของท่าน น.มงฟอร์ตและการศึกษามงฟอร์ตขยายไปยังประชาคมการศึกษา
  • ส่งเสริมให้นักเรียน ครูและผู้ปกครอง รวมทั้งพันธมิตรอื่นๆ ทางการศึกษาในการแบ่งปันพันธะกิจของมงฟอร์ต อย่างตั้งใจ
  • ฝึกอบรมให้นักเรียนมีทักษะทางสังคมที่ช่วยให้พวกเขามีความเป็นมนุษย์ มีความเข้าใจผู้อื่นและรู้จักสงสาร ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
  • จัดกิจกรรมในหลักสูตรและนอกหลังสูตรที่ช่วยเสริมสร้างการทำงานร่วมกันและให้ความร่วมมือต่อกันและกันในหมู่นักเรียนและครูในโรงเรียน
  • จัดสรรทรัพยากร โปรแกรมการศึกษาและสถานที่ ร่วมกับสถาบันการศึกษาที่ใกล้เคียงเพื่อโรงเรียนจะได้สวมบทบาทของการอำนวยความสะดวกทางการศึกษาให้แก่พื้นที่บริเวณนั้น
  • สร้างเครือข่ายกับหน่วยงานทั้งของ รัฐบาลและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในการเสริมสร้างคุณค่าและการสนับสนุน ให้แก่นักเรียนที่ด้อยโอกาส
  • มอบบทบาทให้แก่กลุ่มเพื่อนมงฟอร์ต ในการมีส่วนร่วมกับ การศึกษามงฟอร์ต ในทุกระดับรวมทั้งการวางแผน การนำแผนสู่การปฏิบัติ
  • เปิดประตูสู่ความร่วมมือในระดับนานาชาติและการสร้างเครือข่าย

 

vii) ให้ความเคารพต่อการใช้ชีวิตของชุมชน

การศึกษามงฟอร์ตเห็นความสำคัญของ ทุกชีวิตและเห็นว่าทุกชีวิตนั้นต้องพึ่งพากัน การใช้ชีวิตทุกรูปแบบมีคุณค่าของตนเอง ไม่ว่าจะได้รับการยกย่องหรือไม่ จากสังคมก็ตามที ดังนั้น สิ่งสร้างทั้งมวลสมควรได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพและการใส่ใจ สอดรับกับ การยืนยันของพระสันตะปาปา เบเนดิกท์ ที่16 ที่กล่าวว่าAs Pope Benedict XVI has asserted, “สิ่งแวดล้อมเป็นของประทานของพระให้แก่มนุษย์ทุกคน ในการใช้ของเรา เราต้องใช้อย่างรับผิดชอบ โดยคำนึงถึงผู้ยากไร้ อนุชนรุ่นหลัง และต่อมนุษยชาติโดยรวม” (Caritas in Veritate, No. 48). ในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เราควร:

  • ปลูกฝังนักเรียนให้นักเรียนมีความเคารพและใส่ใจต่อการชีวิตในชุมชน
  • วางระบบการบริโภคที่นำหลัก ผลการใช้ การนำมาใช้ใหม่ และการหมุนเวียน ในโรงเรียน
  • มีความตระหนักในการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • ปรับการใช้ชีวิตที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพสร้างและจำกัด ความจำเป็นด้านวัตถุ
  • พัฒนาวัฒนธรรมองค์การที่ให้ความเคารพและใส่ใจต่อชีวิตของชุมชน
  • หล่อเลี้ยงคุณค่าและหลักการที่ระบุไว้ในกฎบัตรของสหประชาชาติ ที่ว่าด้วยการรักษาโลก มาใช้เป็นข้อปฏิบัติต่อการใช้ทรัพยากรของโลก ด้วยความเคารพและตระหนักในความยั่งยืน

 

viii) การมุ่งสู่ความเป็นเลิศ

ความเป็นเลิศเป็นเครื่องหมายของการศึกษามงฟอร์ต อย่างที่ ท่าน น.มงฟอร์ต สอนเราว่า ความเป็นเลิศทางการศึกษาของเรา ไม่ได้มาจากการที่เรา “ทำตามมาตรฐานที่กำหนด” (LEW No. 75)หรือมาจากสภาพของโครงสร้างพื้นฐานที่โดดเด่น หรือจากการจัดวางตำแหน่งและการได้รับรางวัลใดๆ แต่ความเป็นเลิศทางการศึกษาของเรา มาจาก การใส่ความเพียร พยายามที่จะไขว่คว้า ให้ได้มาซึ่ง ปรีชาญาณ  ซึ่งผลของปรีชาญาณดังกล่าว ท่าน น. มงฟอร์ต วัดจากการที่ “ความสามารถตัดสินใจในทุกเรื่องด้วยการพิจารณาที่แหลมคมและอย่างลึกซึ้ง ด้วยความทะมัดทะแมงและด้วยความกระตือรือร้นต่อการเลือกที่จะทำดี” นอกจากความสามารถดังกล่าว ความเป็นเลิศนี้ยังเกี่ยวกับ ความสามารถในการสื่อสารกับบุคคลอื่นด้วยความมั่นใจในประสบการณ์ที่มีต่อปรีชาญาณ ต่อคุณธรรมในการถือความเชื่อที่มีชีวิตชีวา ต่อความหวังที่มั่นคง ต่อความรักเพื่อนมนุษย์ที่ร้อนรน ต่ออารมณ์ที่มั่นคง ต่อความรอบคอบอย่างแท้จริง ต่อความยุติธรรมที่สมบูรณ์แท้ และต่อความอดทนที่ยั่งยืน (cf. LEW Nos. 91-99). การศึกษาที่มุ่งสู่เป้าประสงค์ดังกล่าวจะสําเร็จลงได้ด้วยการ:

  • จัดบรรยากาศที่เหมาะกับแววของนักเรียนแต่ละคนในการพัฒนาความสามารถจนขีดสุดในทุกด้าน ทั้งในความเป็นมนุษย์ อารมณ์ จิตใจ ชีวิตจิตและ ทางวิชาการ
  • เสริมสร้างวัฒนธรรมของความร่วมมือในหมู่นักเรียน ครูและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา โดยเปิดโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการศึกษา
  • ส่งเสริมให้นักเรียนมีความสามารถการตัดสินใจในการเลือกในการใช้ชีวิตที่เป็นผลมาจากการใช้วิจารณญาณอย่างถ่องแท้และเต็มใจที่จะรับผลจากการตัดสินใจดังกล่าว
  • จัดสรรความช่วยเหลือให้กับนักเรียนที่ด้อยโอกาส ให้ได้พัฒนาความสามารถจนถึงขีดสุดเช่นเดียวกับนักเรียนคนอื่น
  • จัดบรรยากาศภายในโรงเรียนที่เอื้อต่อพัฒนาการของนักเรียน ต่างความเชื่อ ต่างวัฒนธรรมและต่างสังคม ให้เติบโตไปด้วยกันด้วยการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและมีความหมาย
  • เปิดกว้างการนำเทคโนโลยี่ที่ทันสมัยและวิธีการสอนที่ก้าวหน้า มาใช้เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนได้เกิดผลสูงสุด
  • ส่งเสริมให้นักเรียนมีจิตสำนึกที่สูงต่อสิ่งแวดล้อม มีความเคารพต่อ ชีวิตของชุมชน และความต้องการของอนุชนรุ่นหลัง
  • สอนให้นักเรียนให้ความเคารพสิทธิของทุกคน โดยเฉพาะบุคคลที่สังคมไม่ยกย่อง
  • ส่งเสริมให้ศิษย์ได้มีโอกาสไตร่ตรองเกี่ยวกับเป้าหมายและคุณค่าของการศึกษามงฟอร์ตและมีส่วนในการสร้าง สังคมที่มีความยุติธรรม ภราดรภาพและโลกที่ยั่งยืนในพื้นที่ต่างๆ

 

5. บรรยากาศของการศึกษามงฟอร์ต

บรรยากาศของการศึกษามงฟอร์ต ในที่นี้ หมายถึง การบริหาร และการจัดการสภาพแวดล้อมภายในสถาบัน เนื่องจากการศึกษามงฟอร์ต มีเป้าหมายที่สูงกว่า การปลูกฝังด้านปัญญา และการพัฒนาในด้านสังคม อารมณ์ และจิตใจ ในตัวผู้เรียน แต่ยังครอบคลุมถึง การจัดการเรียนการสอนที่สอดรับกับเป้าหมาย การจัดสิ่งแวดล้อมภายในที่เอื้อต่อการพัฒนาผู้เรียน และการปฏิบัติเชิงวิชาชีพที่สอดรับกับหลักการและคุณค่าหลักของ การจัดการศึกษามงฟอร์ต การจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการศึกษาดังกล่าว จะเป็นไปได้ ก็ต่อเมื่อได้รับการสนับสนุน ความเข้าใจ กำลังใจ ความเคารพและความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้อง สถาบันที่จัดบรรยากาศภายในในลักษณะนี้ หล่อเลี้ยง การอยู่รวมกัน การรับโอกาสที่ทัดเทียม การสร้างสำนึกของการเป็นเจ้าของ การพึงพาตนเอง ความเคารพในตนเอง ความสัมพันธ์ที่แท้จริงต่อกัน กระบวนการการสอนที่มีคุณภาพ และ การหันไปสู่ชีวิตจิต แน่นอน การเสริมสร้างการจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการศึกษาดังกล่าวเป็นความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้อง และภาวะผู้นำของผู้บริหารสถาบันถือว่าเป็นความรับผิดชอบในเบื้องต้น เครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการ เสริมสร้างการจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการศึกษาดังกล่าว ได้แก่:

  • นำกฎบัตรของการศึกษามงฟอร์ตไปใช้อย่างเปิดเผย รวมทั้งสิทธิบัตรและความรับผิดชอบของนักเรียน ครูและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย
  • บริหารสถาบันอย่างมีจรรยาบรรณเพื่อเป็นหลักประกันของการนำ กฏบัตรการศึกษามงฟอร์ตมาใช้ในการบริหาร
  • วาระการปฏิบัติหน้าที่ของในสถาบันต้องมีความชัดเจนตามที่กฎบัตรระบุ
  • การจัดสิ่งแวดล้อมภายในจะต้องคำนึงถึงความต่อเนื่องในการจัดการศึกษา ในมิติต่างๆที่กฎบัตรฯได้ระบุไว้ ทั้งในด้านการพัฒนา การนำไปใช้ และการแบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่ดีต่อกัน
  • นโยบายของการรับครูใหม่ การทดลองงาน และการเลื่อนขั้นของครู ควรปรับให้สอดคล้องกับ หลักการในกฏบัตรของการศึกษามงฟอร์ต
  • นักเรียนที่ศึกษาในสถาบันของเราควรได้รับโอกาสใน การแสดงความคิดเห็น มีส่วนในความรับผิดชอบ และส่วนร่วมในกระบวนการ การตัดสินใจ ในหลายๆด้านของการจัดการศึกษา ตามที่ระบุไว้ในกฎบัตรฯ
  • สถาบันการศึกษาของเรามีการติดต่อและประสานงาน ร่วมกับสถาบันอื่นๆใน ชุมชนที่ใกล้เคียงและกว้างออกไป มิใช่เพียงเพื่อแบ่งปันหลักการ การจัดการศึกษาเท่านั้นแต่ยังเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งกันและกัน

 

6. ด้านการสอน การจัดการเรียนรู้ และการประเมินผล

การศึกษามงฟอร์ต ถือว่า การสอน และการจัดการเรียนรู้ เป็นกระบวนการสำคัญในระบบการศึกษาการนำกฎบัตรการศึกษามงฟอร์ตๆไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ควรคำนึงถึง การนำแนวทางแบบองค์รวมมาใช้ในการสอนและการจัดการเรียนรู้ การดำเนินการดังกล่าว จึงหมายถึง การบูรณาการ โปรแกรมการสอน วัตถุประสงค์ เนื้อหา วิธีการสอน การประเมินผล เข้าด้วยกัน นอกจากนี้แล้ว ในด้านกระบวนการ ควรคำนึงถึงบริบทนอกห้องเรียนและการสร้างพันธมิตรกับสถาบันการศึกษาอื่นๆ ในชุมชน

เพื่อบรรลุเป้าหมายของการนำกฎบัตรการศึกษามงฟอร์ตไปใช้ อย่างเกิดผล แนวทางการปฏิบัติที่ดีที่ควรพิจารณา ได้แก่

  • ในการนำกฎบัตรการศึกษามงฟอร์ตให้เกิดผลสูงสุด ทักษะและสมรรถนะของผู้เรียน ควรมีการระบุให้ชัดเจน ทั้งในเชิงเนื้อหา วัตถุประสงค์ และกระบวนการจัดการเรียนการสอน และบรรจุทุกประเด็นไว้ตั้งแต่ต้นของทุกหลักสูตร การสอนที่เน้นเชิงเนื้อหา มีความสำคัญพอๆกันกับการพัฒนาทางสังคม ทางอารมณ์ และ ชีวิตจิต(ที่รวมถึง การปลูกฝังด้านคุณค่า ทัศนคติ พฤติกรรมและด้านประสบการณ์)
  • วิธีการสอนและบรรยากาศในสถาบัน รวมทั้งในห้องเรียน ควรจัดให้สอดรับกับคุณค่าของการศึกษามงฟอร์ต การจัดตั้งศูนย์กลางการเรียนรู้ และการเน้นการสอนเชิงประสบการณ์โดยปฺดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวการการเรียนรู้อย่างเต็มที่ ช่วยนักเรียนได้พัฒนาในด้าน สำนึกของการมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การมีความคิดสร้างสรรค์ และความเคารพในตนเอง บทบาทของครูจึงมิใช่ การสอนเท่านั้น แต่ยังบทบาทของ ผู้อำนวย ผู้แนะนำการเรียน และผู้ให้คำปรึกษา
  •  การจัดหาสื่อการเรียนการสอน ควรนำหลักการ การศึกษามงฟอร์ตมาร่วมพิจารณาและให้สอดรับกับบริบททางวัฒนธรรมและความเป็นมาของผู้เรียน
  • การประเมินผลและการประเมินค่า เป็นอีกด้านหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญในการนำกฎบัตรการศึกษามงฟอร์ต มาใช้ การมีเครื่องมือในการทบทวน ในการวัดและประเมินผลลัพธ์ทางการศึกษาและกระบวนการการจัดการศึกษามงฟอร์ต เป็นสิ่งที่ควรพิจารณา หลักการในด้าน ความโปร่งใส ความเท่าเทียมและความเป็นธรรม ควรนำมาใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติของการประเมินผลของนักเรียน  นอกจากนี้แล้ว การประเมินทักษะเชิงสติปัญญา ควรมองถึงการเปลี่ยนแปลงด้านมุมมองและคุณค่าที่นักเรียนได้ประสบ การดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่ยากในการวัด การวัดในเรื่องดังกล่าว ควรทำในลักษณะเชิงคุณภาพมากกว่า

 

7. การศึกษามงฟอร์ต: สิ่งที่ต้องรับรู้ร่วมกัน

การบรรลุเป้าหมายของการศึกษามงฟอร์ตเป็นกระบวนาการที่เรียกร้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้ามารับรู้และมีส่วนร่วม ร่วมกัน เริ่มตั้งแต่ ทำความเข้าใจในนโยบายของด้านการศึกษา การจัดสรรทรัพยากร และการกำหนดมาตรฐานการประเมินผลการศึกษา ถัดมาก็เป็น ความต้องการของสังคมโดยรวม ที่มีส่วนในการกำหนดสภาพแวดล้อมของการจัดการศึกษาและให้การสนับสนุน ผู้เล่นสำคัญ ถัดมา ก็คือ ครู หัวหน้าของสถาบัน และผู้ปกครอง การเตรียมความพร้อมของบุคคลดังกล่าวรวมทั้งการทุมเทและเสียสละของบุคคลเหล่านั้น เป็นได้ทั้งการให้การสนับสนุนและอุปสรรคต่อการนำหลักการ การศึกษามงฟอร์ต ไปใช้ แน่นอนที่สุด การเตรียมความพร้อมให้บุคคลเหล่านี้ เป็นเรื่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวด

  • การเตรียมพร้อมของครูเพื่อจัดการศึกษา มงฟอร์ต

บทบาทของครูทั้งในเชิงส่วนตัวและในสังคมได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่ามีส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง การแสดงบทบาทดังกล่าวจะมีผลต่อการนำหลักการ มงฟอร์ตไปใช้ ก็ต่อเมื่อ ครูเหล่านั้นได้รับการฝึกอบรมอย่างแท้จริง แน่นอนครูที่ไม่ได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มข้นด้วยการรับข้อมูลเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถถ่ายทอดหลักการการศึกษามงฟอร์ตได้อย่างเกิดผล ที่เป็นเช่นนั้น ด้วยความไม่เข้าใจ ครูเหล่านั้นจะใช้วิธีการถ่ายทอดแบบแยกส่วน ซึ่งไม่ใช่ทั้งแบบองค์รวมและเชิงสหวิทยาการ ตามแบบฉบับมงฟอร์ต ประการสำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือความคงเส้นคงวาระหว่างเป้าหมายและวิธีการ รูปแบบการฝึกอบรมควรเป็นในลักษณะที่ครูเริ่มมีบทบาทตั้งแต่การกำกับดูแลการสอนของตน รวมทั้งการประเมินผลการปฏิบัติของตน ซึ่งมีผลต่อการปรับปรุงการสอนด้วยตนเอง การที่ครูจะสามารถปรับปรุงการสอนด้วยตนเองได้ ครูจะต้องนำหลัก การทบทวนไตร่ตรอง เป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเอง นอกจากนี้แล้ว ครูควรได้รับการฝึกอบรมให้มีจรรยาบรรณและคุณธรรมในการทำหน้าที่ ที่ถือว่าเป็นพื้นฐานของการศึกษามงฟอร์ต ความรู้ ค่านิยมและการปฏิบัติที่ครูมี เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ควรได้รับการเอาใจใส่ เพราะครูเป็นตัวกลางของการเปลี่ยนแปลง ถัดมาก็คือ วงจรการสอนและทัศนคติของครูที่มีผลต่อการบรรลุเป้าหมายการศึกษามงฟอร์ต ซึ่งครูเองจะต้องผูกมัดตนเองและเปรียบเสมือนตนเองเป็นเจ้าของในหลักการดังกล่าว การที่ครูจะสามารสร้างงความตระหนักดังกล่าวได้ ครูจะต้องเห็นประโยชน์เชิงการศึกษาด้วยหัวใจของตนเองทั้งต่อนักเรียนและสังคม ในการนำหลักการการศึกษามงฟอร์ตมาใช้ มากกว่านี้ ครูควรได้รับโอกาสในการไตร่ตรอง ทบทวน โปรแกรมการศึกษาและการนำไปใช้ โดยส่วนตัวและในระดับสถาบันในบรรยากาศของความไว้วางใจที่มีต่อกันและความมั่นคงต่อกัน เพื่อนำข้อแก้ไขต่างมาปรับโครงสร้างและปรับปรุงด้านอื่นๆที่ทำให้การบรรลุเป้าหมายของการศึกษามงฟอร์ตเป็นจริงได้  

  • บทบาทของภาวะผู้นำในการนำหลักการ การศึกษามงฟอร์ตไปใช้

บทบาทของภาวะผู้นำในการนำหลักการการศึกษามงฟอร์ตไปใช้เป็นบทบาทของการส่งเสริมและการบรรลุเป้าหมายซึ่งบทบาทภาวะผู้นำในคณะภราดาเซนต์คาเบรียล มีอยู่หลายระดับที่ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการทำให้เป้าหมายการศึกษามงฟอร์ตลุล่วง บทบาทเหล่านี้ได้แก่ ทีมงานของเจ้าคณะแขวง คณะกรรมาธิการการศึกษา บ้านนักบวชในแต่บ้าน หัวหน้าแผนก คณะครูและผู้ที่เกี่ยวข้อง
บทบาทภาวะผู้นำเหล่านี้ต้องเล่นในหลายบทบาทในเวลาเดียวกัน บทบาทเหล่าน้ำด้แก่ การเป็นศูนย์รวมของความเป็นน้าหนึ่งใจเดียวกัน การเป็นผู้นำ บทของผู้ไกล่เกลี่ย  ผู้ติดตาม ผู้ให้ข้อมูล ผู้ประกอบการ นักแก้ปัญหา ผู้จัดสรรทรัพย์กร  ผู้กำหนดเป้าหมาย ผู้ประเมิน ผู้ประสานงานหลักสูตร เป็นตัวอย่างของความเป็นมืออาชีพที่สำคัญ เป็นครู ที่ถือคุณค่าการศึกษามงฟอร์ต ในการดำเนินชีวิต

 

นอกจากนี้แล้ว บทบาทของครูใหญ่ยังมีส่วนสำคัญทั้งต่อการบรรลุเป้าหมายของการศึกษามงฟอร์ต และความล้มเหลวอีกด้วย ครูใหญ่มีอิทธิพลอย่างสูงในการสร้างวัฒนธรรมองค์การของสถาบัน สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำงาน กำหนดวาระในการปฏิบัติ เปิดรับความคิดใหม่ๆ และ สร้างความพร้อมในการดำเนินการเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ของการศึกษามงฟอร์ต ที่สําคัญวิสัยทัศน์และมุมมองด้านประสบการณ์ของการจัดการการศึกษามงฟอร์ต เป็นพื้นฐานของเป้าหมายโดยรวมที่ตัวครูใหญ่จะต้องมี เพราะครูใหญ่จะต้องใช้พื้นฐานนี้ ในการนำและ ตนเองจะต้องรับผิดชอบ ในการสร้างหลักประกันให้สถาบันในการบริหารที่สอดรับกับเป้าหมายดังกล่าว

ภาวะผู้นำของครูใหญ่ที่ควรแสดงออกมีดังต่อไปนี้:

  •  แสดงบทบาทหน้าที่ในฐานะผู้นำที่เกิดจากความกระตือรือร้นในการทำให้เป้าหมายการจัดการศึกษามงฟอร์ตลุล่วงไป
  • ส่งเสริมให้มีการร่วมสร้างวิสัยทัศน์การศึกษามงฟอร์ตและวัฒนธรรมองค์การที่ทั้งสถาบันมีส่วนร่วม
  • จัดเสวนาและการประชุมกลุ่มในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการร่วมสร้างวิสัยทัศน์ เพื่อสร้างแรงจูงใจและความร่วมมือ
  • มีความตระหนักว่า นักเรียนคือศูนย์กลางของกระบวนการการจัดการศึกษาทั้งหมด สิทธิของนักเรียนจะต้องได้รับการปกป้องและเชิดชู
  • จัดสรรเวลา ทรัพยากร และบุคลากรให้พอเพียงต่อการบรรลุเป้าหมายของการจัดการศึกษา

มงฟอร์ต

  • เสริมสร้างเครือข่ายการศึกษาเชิงสร้างสรรค์เพื่อการประสานสัมพันธ์สู่การบรรลุเป้าหมายการจัดการศึกษามงฟอร์ต
  • ริเริ่มและส่งเสริมให้องค์การการศึกษาที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานที่กำหนดนโยบาย สื่อสารมวลชน องค์การของรัฐบาล รวมทั้งของ นานาชาติ ได้มีส่วนร่วมในการเป็นพันธมิตร การจัดการศึกษามงฟอร์ต

 

  • ในบ้านแต่ละบ้าน

เป็นที่เข้าใจว่า พันธะกิจของคณะฯเริ่มที่ความรับผิดชอบของสมาชิกในแต่ละบ้าน งานการศึกษาและของสถาบัน คือเครื่องมือแห่งการแพร่ธรรม ที่บ้านนักบวชแต่ละบ้านได้รับมอบ เพื่อทำให้พันธะกิจที่ได้รับมอบนี้ สำเร็จลุล่วง ฉะนั้น แต่ละบ้าน ควรเป็นแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจและการให้คำแนะนำกับทุกคนที่มีส่วนในพันธะกิจการศึกษาดังกล่าว การให้ความสนใจในเรื่องนี้จะต้องทำให้มากขึ้นกับฆราวาสที่ทำหน้าที่เป็นครูใหญ่ ขณะเดียวกัน มีความจำเป็นที่จะต้องทำการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอและอย่างมีความหมายระหว่างบ้านนักบวชกับครูใหญ่ ในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษามงฟอร์ต และที่ขาดไม่ได้ก็คือการไตร่ตรองร่วมกันและอย่างต่อเนื่องในหมู่บุคคลที่เกี่ยวข้อง แม้กระทั่งภายในบ้านของนักบวชเอง เพื่อให้ทุกนโยบายและการดำเนินการในแต่ละเรื่องได้รับการกำกับด้วยวิสัยทัศน์ของการจัด การศึกษามงฟอร์ต
เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ควรมีการดำเนินการ ในเรื่องต่อไปนี้:

  • ภราดาที่เป็นอธิการบ้าน ในฐานะที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายอย่างเป็นทางการพร้อมกับพันธะกิจนี้ มีภาระหน้าที่ ที่จะต้องสอดส่อง ดูแล ให้การดำเนินภารกิจของหมู่ในบ้านสอดรับกับวิสัยทัศน์ของคณะฯและความจำเป็นเร่งด่วนของแขวงฯ
  • ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือครูใหญ่ ในฐานะของผู้น้าในการแพร่ธรรมด้านพันธะกิจทางการศึกษาต้องเข้ามาดูแลว่าสมาชิกภายในบ้าน ได้รับข่าวสารข้อมูลในทุกด้านเกี่ยวกับการดำเนินพันธะกิจและการตัดสินใดๆสอดรับกับอำนาจที่ได้รับ
  • บทบาทและอำนาจหน้าที่ของอธิการบ้านควรเข้าไปดูแลในเรื่องต่อไปนี้
  • ผู้ปกครองในฐานะผู้ประสานงานในพันธะกิจการศึกษาของมงฟอร์ตและผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆในฐานะเครือข่ายครอบครัวมงพอร์ต

บุคคลเหล่านี้ควรได้รับการดูแลความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดและให้บทบาทที่สำคัญในกระบวนการ การจัดการศึกษา เพราะกระบวนการจัดการศึกษาวันนี้เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมของผู้เรียน แน่นอน มีด้วยการหลายหลากวิธี ที่จะให้ความสำคัญต่อผู้เรียนในการมีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว แนวทางต่อไปนี้ เป็นเพียงข้อแนะนำที่อาจจะเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้:

 

  • จัดให้มีการสื่อสารสองทางอย่างสม่ำเสมอและมีความหมาย ระหว่างบ้านและโรงเรียน
  • สถานศึกษาควรเป็นแหล่งทรัพยากรที่ผู้ปกครองสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาบุตรหลานของกันและกัน
  • ส่งเสริมให้ผู้ปกครองมีบทบาทที่สำคัญในการเรียนรู้ของบุตรหลานของตน
  • สถานศึกษายินดีรับการสนับสนุนและความช่วยเหลือจากผู้ปกครองในการจัดกิจกรรมต่างๆ
  • ผู้ปกครองควรได้รับการปฏิบัติเหมือนกับหุ้นส่วนในกระบวนการจัดการศึกษาที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจกับทางโรงเรียนในกรณีที่การตัดสินใจดังกล่าวมีผลกระทบต่อบุตรหลานของพวกเขา
  • ทรัพยากรในชุมชนควรได้รับการจัดสรรในการเพิ่มพูนคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ครอบครัว และการเรียนรู้ของนักเรียน

การนำข้อแนะนำข้างบนนี้ไปใช้ เชื่อแน่ว่าจะทําให้กระบวนการการจัดการศึกษามงฟอร์ตจะเพิ่มพูนโอกาสในการพัฒนาผู้เรียนได้ทั้งครบและเกิดผลอย่างแท้จริง

8. การประกันการตรวจสอบ
การบรรลุเป้าหมายการศึกษาของการศึกษามงฟอร์ตเกิดจากความร่วมมือกันของทุกฝ่าย การติดตามและการประเมินผลในแต่ละด้านของการจัดการศึกษาในแต่ละระดับจะเป็นหลักประกันความรับผิดชอบของความก้าวหน้า และนั่นก็เป็นวิถีในการทำหน้าที่ของคณะฯ ข้อกำหนดการใช้ชีวิตของแต่ละบ้าน (C 44, 78) การประชุมครูและการประชุมแผนก การประชุมของผู้ปกครองและครู การสนทนาแลกเปลี่ยนระหว่างครูใหญ่และคณะครู การติดตามและการนิเทศภายใน การมาเยี่ยมของผู้ใหญ่ในคณะฯ เป็นทุกโอกาสที่จัดสรรไว้ในการสร้างหลักประกันความรับผิดชอบและการไตร่ตรองร่วมกัน กระบวนการการรับคำชี้แนะด้วยการไตร่ตรองร่วมกันนี้ ในทุกระดับของผู้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามงฟอร์ต มีจุดเริ่มที่อธิการบ้านของแต่ละบ้านและครูใหญ่ของสถานศึกษาในการใช้ความพยายามที่จะทำให้การศึกษามงฟอร์ตเป็นจริง เป็นอีกหนทางหนึ่งในการประกันความรับผิดชอบต่อการจัดการศึกษามงฟอร์ตที่เกิดจากการสร้างเครื่องมือที่เหมาะสมในการติดตามผลและประเมินผลในแต่ละระดับ การมาเยี่ยมของผู้ใหญ่ในคณะฯ จึงเป็นการตรวจสอบการดำเนินการที่ผ่านมา ว่าเป็นอย่างไร เป็นการไตร่ตรองเพื่อหาแนวทางในการปรับปรุง ในการพัฒนาการศึกษาอย่างต่อเนื่องและเป็นการให้ข้มูลที่เป็นปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษามงฟอร์ตอีกด้วย

9. ยุทธ์ศาสตร์ของการนำไปใช้
เป็นที่ทราบกันดี นโยบายเป็นข้อความเบื้องต้นที่เกี่ยวกับหลักการ วัตถุประสงค์ และนโยบาย ที่ผูกมัดบุคลากรในการทำงานร่วมกัน หลักการและนโยบายดังกล่าวเป็นบรรทัดฐานที่บุคคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกระดับใช้อ้างอิงในระบบการจัดการศึกษาของสถานศึกษา กรอบนโยบายการจัดการศึกษามงฟอร์ต มิใช่นำไปใช้เฉพาะในระบบการจัดการศึกษาที่ผู้เกี่ยวจะต้องคำนึงและซึมซับในแนวคิดเท่านั้น แต่จะต้องนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาในทุกมิติอีกด้วยซึ่งรวมทั้งวัตถุประสงค์และเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพของการศึกษา กระบวนการ การนำไปใช้ของสถานศึกษาควรนำแนวทางการมีส่วนร่วมมาใช้ในการแปลงนโยบายส่การปฏิบัติในสถานการณ์จริง และพันธกรณีที่บุคลากรทุกคนในสถาบันมีต่อกัน การดำเนินการดังกล่าวจะต้องมีหลักประกันของความสอดคล้องเชิงนโยบายเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมสรรพกำลังที่จะถอดกฏบัตรการศึกษามงฟอร์ตให้สอดรับกับสภาพความเป็นจริง สถานศึกษาแต่ละแห่งจะต้องได้รับมอบอำนาจในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติด้วยการตัดสินใจของตนเองภายใต้กรอบที่ตกลงกันไว้  

ยุทธ์ศาสตร์ของการนำไปใช้ที่เกิดผล เกิดจากการกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน มีเครื่องมือที่เหมาะสม มีความรับผิดชอบและมีทรัพยากรที่พอเพียง และสามารถเป็นหลักประกันความสำเร็จของนโยบาย อีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ ความคงเส้นคงวาในการนำยุทธ์ศาสตร์ไปใช้ ความคงเส้นคงวาดังกล่าวช่วยลดช่องว่างของนโยบายกับการปฏิบัติ และเป็นหลักประกันว่า การนำประใช้ไปใช้ จะไม่เป็นไปอย่างสะเปะสะปะ ขาดความคงเส้นคงวาและครึ่งๆกลางๆ ตัวชี้วัดของการปฏิบัติที่ดี ในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ อยู่ที่ การเตรียมความพร้อมของแขวงฯ ที่มีการจัดสรรหน้าที่ที่ครอบคลุม การระบุความรับผิดชอบที่ชัดเจน การสื่อสารและการประสานงานอย่างมีขั้นมีตอน รวมทั้งกรอบเวลาที่กำหนดความสำเร็จแต่ละช่วงเวลาที่ชัดเจน นอกจากนี้แล้ว การสร้างพันธมิตรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเป็นอีกหลักประกันหนึ่งของการปฏิบัติที่มีความสอดคล้องระหว่างกัน ตัวชี้วัดในการวัดความสำเร็จในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติอยู่ที่การจัดสรรทรัพยากรที่พอเพียง การสร้างเครื่องมือที่เหมาะสมในการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนานโยบายและการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ การส่อสารและการแสวงหาความร่วมมือของผู้รับผิดชอบในแต่ละระดับ รวมทั้งการสร้างเครื่องมือการสร้างหลักประกันที่จำเป็น

ข้อเสนอข้างล่างอาจจะเป็นประโยชน์ในการสร้างหลักประกันตามที่เอกสารได้กล่าวถึง:

  • เผยแพร่เอกสารการศึกษามงฟอร์ตให้ทั่วถึงเพื่อให้ภราดาในบ้านทุกบ้านได้ทำความเข้าใจและทุ่มเทตนเองทุกท่านให้กับจิตวิญญาณของนโยบายในทุกประเด็นและหาหนทางในการนำสู่การปฏิบัติที่สอดรับกับสถานการณ์จริง
  • เช่นกันทำการเผยแพร่เอกสารการศึกษามงฟอร์ตไปยังพันธมิตรทางการศึกษาเพื่อพวกเขาจะได้เข้าใจในการผลักดันนโยบาย ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษามงฟอร์ตและร่วมกันหาแนวทางในการทำนโยบายดังกล่าวให้เป็นจริง
  • จัดให้มีการฝึกอบรมผู้ร่วมประสานงานให้สามารถเป็นทรัพยากรบุคคลและเป็นร่วมเป็นคณะกรรมการฯในการติดตามคณะบุคคลที่นำการศึกษามงฟอร์ตไปใช้
  • นโยบายในระดับแขวงควรยึดกฎบัตรการศึกษามงฟอร์ตเป็นที่ตั้งโดยผ่านกระบวนการ การมีส่วนร่วม
  • กรอบการทำงานของคณะบริหารส่วนกลางในการนำการศึกษามงฟอร์ตไปใช้ให้คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของแต่ละแขวงโดยผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วม
  • คณะกรรมการการศึกษาของแต่ละแขวงจะต้องมีบทบาทเชิงรุกในการสำคัญต่อการทำให้การนำนโยบาย การศึกษามงฟอร์ตได้รับการปฏิบัติ ด้วยการริเริ่มกับสถานศึกษาใดสถานหนึ่งและทำการสื่อสารไปยังสถานศึกษาอื่นๆเพื่อให้การส่งเสริมและเรียนรู้ร่วมกัน
  • รายงานการดำเนินการประจำปีของแต่ละสถาบันในการนำนโยบายดังกล่าวไปใช้จะต้องถูกส่งมอบให้กับคณะกรรมการการศึกษาของแขวง แต่ละสถานศึกษาควรได้รับการช่วยเหลือในทุกทางในการรับเอกสารการปฏิบัติที่ดีจากคณะกรรมการศึกษาเป็นระยะ
  • การประชุมอธิการบ้านและครูใหญ่ของแต่ละสถานศึกษาเป็นโอกาสของการแบ่งปันในการนำการศึกษามงฟอร์ตไปใช้ในสถานศึกษาของตน
  • การมาเยือนของอธิการใหญ่ในแต่ละบ้านเป็นโอกาสร่วมกันในการพิจารณาการนำนโยบายไปใช้และถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความกระตือรือร้นและการประเมินผล
  • แขวงแต่ละแขวงควรให้มีการส่งรายงานของสถานศึกษาในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติเป็นระยะอย่างน้อยปีละครั้ง
  • แขวงแต่ละแขวงจะต้องส่งโครงการการศึกษาของแขวงฯที่ตั้งอยู่บนกฏบัตรการศึกษามงฟอร์ตมายังคณะกรรมการบริหารส่วนกลางของคณะฯ

10. บทสรุป
เมื่อเทียบอัตราเร่งของการเปลี่ยนแปลงที่โลกวันนี้เผชิญอยู่ คงไม่มีเอกสารใดที่จะสามารถครอบคลุมภาระผูกพันในทุกประเด็นที่การศึกษามงฟอร์ตต้องรับผิดชอบ แน่นอน รูปแบบของนโยบายทที่ออกมาจำเป็นจะต้องได้รับการทบทวนเป็นระยะๆและอย่างสม่ำเสมอ กฎบัตรฯที่นำเสนอวันนี้เป็นเพียงแผนงานเคร่าๆที่อาจจะนำมาใช้ในการชี้ทางในการจัดการศึกษามงฟอร์ต สิ่งที่กฎบัตรฯนี้ได้ถอดออกมาก็คือคุณค่าและมิติทางการศึกษาที่ไม่สามารถประนีประนอมได้ในทุกสถานการณ์  กฎบัตรนี้ยังนำเสนอรายละเอียดของกระบวนการและวิธีการในการจัดการศึกษาที่ต้องมีการทบทวนเป็นระยะๆเช่นกัน สิ่งสำคัญในเรื่องดังกล่าวก็คือการสื่อสารกฎบัตรฯไปยังพันธมิตรทางการศึกษาทุกฝ่าย โดยเริ่มที่ บ้านภราดาทุกบ้านและอธิการทุกคน การประสานพลังที่พอเพียงควรเกิดขึ้นกับพันธมิตรทุกกลุ่มทางการศึกษาเพื่อให้นโยบายที่ได้กำหนดไว้เป็นจริง การที่นโยบายใดๆก็ตามจะเป็นจริงได้ การติดตามผลและการประเมินผลจะต้องมีกระบวนการที่ชัดเจน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลจะต้องนำมาใช้ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับแขวง และระดับคณะฯ การที่การศึกษามงฟอร์ตจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของบุคคลและสังคมได้ ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ การประเมินจำเป็นจะต้องทำทั้งในเชิงปริมาณและในเชิงคุณภาพ ประการสุดท้ายและสำคัญที่สุด ของการที่นโยบายนี้จะสำเร็จลงได้ขึ้นอยู่กับระดับการทุ่มเทที่มาจากทุกคนที่อยู่ในระดับของผู้นำ แนวทางที่มุ่งสู่อนาคตและด้วยความทุ่มเทต่อการศึกษามงฟอร์ตเท่านั้นที่จะทำให้น้ำพักน้ำแรงที่ลงไปมีคุณค่าต่อการเสนอการศึกษามงฟอร์ตให้กับสังคม ในศตวรรษที่ 21.