For more information
081928 7929

จิตตารมย์ น. มงฟอร์ต

img

จิตตารมย์ น. มงฟอร์ต

บทบาทของแม่พระต่อการไถ่กู้มนุษย์ชาติตามคำสอนของท่าน น. มงฟอร์ต

ท่าน น. มงฟอร์ต ไม่มีจุดประสงค์ที่จะถกเถียงเชิงเทววิทยา ในการกล่าวว่า ประวัติศาสตร์แห่งความรอดเป็นแผนการของพระที่ได้จัดเรียงไว้แล้วอย่างเป็นระบบ ได้รับการไขแสดง และเปิดเผยออกมาอย่างช้าๆและเป็นขั้นเป็นตอน และ แผนการไถ่กู้ดังกล่าวเป็นแผนที่กำหนดมาแต่นิรันดร์ เหมือนเช่น ที่ น.เปาโลได้กล่าวไว้ ในจดหมาย ที่ท่านเขียนถึงชาวเอเฟซัส เกี่ยวกับ “เวลาที่เหมาะสม มาถึง” ว่า:

“ขอถวายพรแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าและพระบิดาขององค์พระบุตร พระเยซูคริสตเจ้าผู้ซึ่งประทานพรให้เรา โดยผ่านองค์พระคริสตเจ้า พรทุกพรในสรวงสวรรค์ ที่พระองค์ทรงเลือกเราตั้งแต่การแรกเริ่มของโลก ให้เราเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ และปราศจากมลทินต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์ พระองค์ได้สถาปนาเราในความรักขององค์พระเยซูเจ้าให้เราเป็นบุตรของพระองค์โดยผ่านตามพระประสงค์ของพระองค์ ในการสรรเสริญพระเกียรติมงคลของพระองค์ ที่พระองค์ทรงประทานให้เราในองค์พระบุตร ในองค์พระคริสตเจ้าเราได้รับการไถ่กู้ ในพระโลหิตของพระองค์ การได้รับการอภัยบาปจากความผิดของตน ในพระหรรษทานที่เปี่ยมล้นของพระองค์ โดยการสำแดงให้เราได้เห็นรหัสธรรมของการปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระองค์ด้วยความรอบรู้และอย่างลึกซึ้ง ที่พระองค์ไขแสดงในองค์พระคริสตเจ้าในแผนการไถ่กู้ ที่พระองค์จะรวบรวมทุกอย่าง ทั้งบนสวรรค์และแผ่นดิน เมื่อเวลาที่สมบูรณ์มาถึง”.

ตามที่ น. เปาโลกล่าวไว้ แผนการกอบกู้มนุษย์ชาติของพระจะถูกไขแสดงในองค์พระเยซูเจ้า พระผู้ช่วยให้รอดโดยการรวบรวมทุกสิ่งเพื่อให้เราเป็นหนึ่งเดียวกับองค์พระบิดาเจ้า ประวัติศาสตร์แห่งความรอดังกล่าวได้ถูกกำหนดโดยพระราชัยของการกลับคืนชีพขององค์พระเยซูเจ้า

ในฐานะของการเป็นมนุษย์ที่ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อขอยืนยันและรับรองพลานุภาพของของการไถ่กู้ ขอยอมรับแผนการของพระในการเปิดเผยชัยชนะ ชัยชนะของการกลับคืนชีพขององค์พระคริสตเจ้าให้กับเรามนุษย์ ซึ่งในคำสอนของท่า น. เปาโลได้ชี้ชัดแล้วว่า ชัยชนะดังกล่าวได้มา โดยผ่านกางเขนและการกลับคืนชีพของพระองค์ แม้ว่า เราอาจจะยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างแท้จริงว่า ชัยชนะดังกล่าวเป็นชัยชนะของผู้ที่มีชีวิตอยู่ในความเชื่อเท่านั้น

คำถามที่ชวนฉงนที่เราควรจะถามก็คือ น.หลุยส์มีความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของแม่พระต่อแผนไถ่กู้มนุษย์ชาติอย่างไรและ ต่อการไขแสดงประวัติศาสตร์แห่งความรอดของพระที่ไขแสดงออกมาอย่างช้าๆ จนถึงการเดินทางมาถึงจุดสุดท้ายของการเปิดเผยของพระบุตร ต่อชัยชนะของการสถาปนาอาณาจักรของพระองค์ในองค์พระเยซูเจ้า ต่อสิ่งสร้างทั้งปวงที่บรรลุความหมายสูงสุดของการดำรงอยู่ ที่มีอยู่ในองค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงเป็นพระวจนาตถ์เท่านั้น ซึ่งนี้เป็นสิ่งเดียวที่ ท่านนักบุญได้ป่าวประกาศอย่างเกรียงไกร ในรหัสธรรมแห่งความรอดที่แม่พระได้มีบทบาท ตามที่ท่านนักบุญได้รำพึงและตามที่พระวารสาร บันทึกไว้ และเราผู้ที่มีชีวิตอยู่ในความเชื่อ ได้ใช้ในการดำเนินชีวิต ได้นำมาสวดภาวนาและได้นำมาสอนในชุมชนแห่งความเชื่อของเรา ถ้าผิดไปจากนี้ การไขแสดงของประวัติศาสตร์แห่งความรอดนั้นได้ถูกบิดเบือนและจะทำให้บทบาทของแม่พระก็จะถูกมองข้าม

เพื่อความเข้าใจในการศึกษาในเรื่องนี้ ขอแบ่งเนื้อหาออกเป็น สามส่วนดังนี้
1. สิ่งที่ควรเข้าใจเบื้องต้นในการทำความเข้าใจคำสอนของนักบุญ มงฟอร์ต เกี่ยวกับแม่พระ
2. บทบาทของแม่พระต่อประวัติศาสตร์แห่งความรอด
3. ผลที่ตามมาของบทบาทของแม่พระต่อประวัติศาสตร์แห่งความรอด

1. ในเบื้องต้น ขอทำความเข้าใจว่า แม่พระมีบทบาทที่สำคัญต่อการไถ่กู้มนุษย์ชาติ – ขอยกคำกล่าวที่ลึกซึ้งของ Pope Pius XII ที่ได้พูดถึงพระนางว่า “พระนางเป็นตัวกลางของพระหรรษทานใดๆ” จึงเป็นเรื่องสมควรแล้วที่เรา จะเริ่มศึกษาคำสอนของมงฟอร์ตใน เรื่องนี้ในบริบทดังกล่าวแบบสั้นๆ เพราะคำสอนของท่านในเรื่องนี้ ได้เผยแพร่อย่างแพร่หลายในเวลาที่ผ่านมา

ก. จุดศูนย์กลางในคำสอนของมงฟอร์ตอยู่ที่พระคริสต์
ไม่ว่าจะเป็นคำสอนของมงฟอร์ตที่เกี่ยวกับบทบาทของแม่พระในการไถ่กู้มนุษย์ชาติ มงฟอร์ตจะต้องเน้นย้ำสาระสำคัญที่ท่านจะสอนดังนี้ “พระเยซูคริสตเจ้า พระผู้ไถ่ของเรา เป็นพระเป็นเจ้าแท้ และมนุษย์แท้ คือเป้าหมายสุดท้ายของการเลื่อมใสศรัทธาของเราทั้งปวง ถ้าไม่ใช่เช่นนั้น ความเลื่อมใสในอะไรก็ตามเป็นสิ่งที่หลอกลวงและผิดพลาด”  การยกบทบาทของพระนางในเรื่องการสอนเกี่ยวพระตรีเอกาภาพและคริสตวิทยาถือว่าเป็นการดูหมิ่นศาสนา ในความคิดของท่านนักบุญ แม่พระเป็นเพียงสิ่งสร้างเท่านั้นเมื่อเทียบกับ องค์พระผู้เป็นเจ้า และถ้าเราจะเลื่อมใสศรัทธาในองค์แม่พระและหลงลืมพระเยซูเจ้า ความเลื่อมใสดังกล่าวก็เป็นเพียงสิ่งมายาที่ปิศาจสร้างขึ้นเท่านั้น

ถ้าจะว่าไปแล้วการเผยแพร่ความเลื่อมใสศรัทธาต่อแม่พระก็เป็นสิ่งหนึ่งที่พวกแจนสินิซึ่ม แดกดันท่านว่า การที่ท่านเทศน์สอนดังกล่าว เพราะท่านต้องการดึงพระเยซูเจ้าออกจากจุดศูนย์กลางของชีวิต คริสตชน ในความเป็นจริง ท่านเน้นย้ำเสมอ ในทุกคำสอนและบทเทศน์ของท่านว่า “พระเยซูเจ้าเป็นเป้าหมายสุดท้ายของการดำเนินชีวิตคริสตชน และเน้นมากที่สุดในหนังสือ เรื่อง “ความรักต่อองค์ปรีชาญาณนิรันดร์” (The Love of the Eternal Wisdom) และในหนังสือ เรื่อง “ความเลื่อมใสศรัทธาต่อแม่พระ” (the True Devotion to Mary) ซึ่งท่านกล่าวว่า “พระเยซูเจ้าทรงเป็นปลายทางของการถวายตนแด่แม่พระ” (61-67)  ความใส่ใจที่ท่านมีต่อเรื่องนี้เป็นที่ปรากฏชัดว่า ท่านถวายเกียรติต่อแม่พระในความสัมพันธ์ที่มีต่อองค์ปรีชานิรันดร์ ผู้เป็นพระบิดา และนั่นก็เป็นที่มาของเกียรติมงคลทั้งหมดของพระนางมารีอาที่เกียรติมงคลนี้มีไว้เพื่อองค์พระบิดาเจ้า ในบริบทของพระตรีเอกานุภาพและในเชิงเทวะวิทยานี่เอง ที่พระเกียรติมงคลของแม่พระควรได้รับความเข้าใจ และเป็นประเด็นนี้เองที่ท่าน นักบุญได้เน้น และอธิบายต่อไป

ข. เป้าหมายการเทศน์สอนของท่านนักบุญ มงฟอร์ต

เป้าหมายการเทศน์สอนของท่านนักบุญ มงฟอร์ต มิใช่แต่เพียงการเข้าถึง “ความจริงแท้ที่ปราศจากอคติเท่านั้น”(sapere res prout sunt) แต่ท่านยังคาดหวังให้การเทศน์สอนของท่าน เต็มเปี่ยมด้วยพลังแห่งความสว่างของพระจิตเจ้า มีผลต่อการปฏิรูปพระศาสนาจักร และฟื้นฟูโฉมหน้าใหม่ของโลกใบนี้ เพื่อให้อาณาจักรขององค์พระเยซูครอบครองโลกอีกครั้งหนึ่ง

ท่าน นักบุญมองว่า การป่าวประกาศบทบาทของแม่พระเป็นการดำเนินภารกิจดังกล่าวที่ได้ผล ท่านเองไม่ใส่ใจในการเทศน์สอนในความจริงที่เป็นนามธรรม เพราะท่านไม่ใช่อาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย ที่จะสอนในสิ่งที่เป็นทฤษฎีและในสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ความร้อนรนที่เผาผลาญท่านในการนำพระราชัยขององค์พระเยซูเจ้ามาสู่โลกใบนี้ ดลใจท่านให้ได้แต่งหนังสือ ก่อตั้งกลุ่มนักบวช และออกไปทำการเทศน์สอนกว่า 200 ครั้ง ความร้อนรนนี้เหมือนกับของท่านเอลิยาห์ ที่ ป่าวประกาศถึงการสิ้นสุดของโลกที่ใกล้เข้ามา และการตอบรับแผนการของพระเจ้าด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ที่พระองค์ทรงมอบให้โดยผ่านองค์พระเยซูเจ้า บทสรุปของความเข้าใจในเรื่องนี้ของท่านนำมาซึ่งความปรารถนาของการก่อตั้งคณะนักบวชทั้งชายและหญิง ที่พร้อมที่จะใช้ชีวิตอย่างยากจนจริงๆและพร้อมที่จะถวายตนทั้งครบในความเปี่ยมล้นในพลังของพระจิต เพื่อที่จะทำสิ่งที่น่าพิศวงในโลกใบนี้ โดยการทําลายล้างบาปและสถาปนาอาณาจักรขององค์พระเยซูเจ้า

บทบาทของแม่พระจึงเป็นบทบาทที่โดดเด่นในคำสอนของ ท่านนักบุญ มงฟอร์ต ตามความเข้าใจที่ท่านได้ศึกษาจากพระวารสาร ท่านพบว่า “โดยผ่านแม่พระ ผู้ศักดิ์สิทธิ์และยอดนฤมล ”ที่องค์พระเยซูเจ้าได้ประสูติบนโลกนี้ และโดยผ่านแม่พระเช่นกัน ที่พระองค์จะได้สถาปนา “อาณาจักรของพระองค์” ท่านนักบุญ มงฟอร์ต ถึงมีความมั่นใจอย่างเต็มที่ว่า แม่พระมีบทบาทที่สำคัญต่อการไถ่กู้มนุษยชาติ เหตุผลที่สำคัญประการหนึ่งที่ท่านเชื่อว่า การที่การสถาปนาอาณาจักรของพระเป็นเจ้ายังไม่สามารถเป็นจริงได้ ก็เพราะน้ำพระทัยของพระต่อประวัติศาสตร์แห่งการไถ่กู้ยังไม่ได้รับการใส่ใจ คำสอนของท่านที่เกี่ยวกับแม่พระจึงเน้นไปที่ “การก่อตั้งผู้ติดตามองค์พระเยซูเจ้าทั้งชายและหญิง” ที่มีความกระตือรือร้นในการป่าวประกาศในทุกหนแห่ง และในทุกยุคทุกสมัย ด้วยจิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังของพระจิต เพื่อทำการฟื้นฟูพระศาสนาจักรและโฉมหน้าใหม่ของโลกใบนี้ เพื่อให้บทภาวนาของพระองค์บรรลุเป้าหมายที่ว่า “พระอาณาจักรของพระองค์จงมาถึง”โดยเฉพาะในโลกยุคสุดท้ายนี้

งานนิพนธ์ของท่านนักบุญ มงฟอร์ตที่เกี่ยวกับแม่พระจึงไม่ใช่งานเขียนในเชิงเทวะวิทยา เท่านั้น โดยพื้นฐาน งานนิพนธ์ของท่านเป็นการป่าวประกาศ สดุดีและ ยืนยัน บทบาทของแม่พระที่มีต่อประวัติศาสตร์การไถ่กู้ของมนุษย์ชาติ ที่ทำให้ผู้ฟังคำสอนของท่านซาบซึ้งและประทับใจต่อบทบาทของพระนางและซึมซับรหัสธรรมของแผนการของพระในการสถาปนาอาณาจักรของพระองค์บนโลกนี้ การทำความเข้าใจในการเขียนและการเทศน์สอนของท่านที่เกี่ยวกับแม่พระจะต้องอยู่บนฐานนี้ พื้นฐานของการที่ท่านเป็นนักจาริกเทศนาและใส่ใจในแผนการการไถ่กู้ของพระเป็นเจ้า

3. งานเขียนของท่านนักบุญ มงฟอร์ตจะต้องทำความเข้าใจในบริบทเชิงประวัติศาสตร์

 การที่เราจะศึกษาและทำความเข้าใจในงานเขียนของท่านเชิงประวัติศาสตร์ ที่ฝังลึกในพันธะกิจของการเป็นผู้แพร่ธรรม แน่นอนจะช่วยให้เราศึกษางานของท่านอย่างมีสีสันและน่าตื่นเต้น

ท่านนักบุญ มงฟอร์ต ใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆแถบประเทศฝรั่งเศสตะวันตก ในยุคของพระเจ้าหลุยส์ ที่ 14 ที่ใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ภาษาที่ท่านใช้เมื่อเอ่ยถึง พระเป็นเจ้า หรือแม่พระ จะเป็นภาษาที่สะท้อน ความน่าทึ่งและมหัศจรรย์ แต่สำหรับผู้ที่ฟังเทศน์ของท่าน ท่านจะใช้ภาษาแบบพื้นๆและเข้าใจง่าย ที่สะท้อนถึงความเหลวแหลกของสังคมของท่านในยุคนั้น เช่น พวกนอกรีต โจรสลัด วัดวาไม่เข้า ดีแต่แต่งตัว ทำตัวสูงส่ง ยโสโอหัง เป็นต้น อ่านดูแล้ว จะเห็นว่า เป็นคำที่เราไม่คุ้น แต่เป็นคำที่ท่านใช้ ในคำสอนและในงานเขียนของท่าน ที่สะท้อนถึงบริบทของผู้คนในยุคนั้น

ในขณะที่พวกที่โจมตีท่านที่เกี่ยวกับคำสอนและบทเทศน์เกี่ยวกับบทบาทของแม่พระต่อการไถ่กู้มนุษย์ชาติ ท่านจะมีปฏิกิริยาตอบโต้และแสดงความโกรธออกมา การแสดงออกดังกล่าวสะท้อนถึง ความเชื่อทางเทวะศาสตร์ และศาสนาจักรศึกษา ในยุคนั้นที่เน้น คริสตศึกษาแบบอเล็กซานเดรีย จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ท่านประสบความสำเร็จอย่างมากกับการเทศน์ให้พวกชาวนาฟัง เพราะคำศัพท์ที่ท่านใช้เข้าใจง่ายและเห็นภาพพจน์ แต่ในยุคของเรา กลับเข้าใจยาก

พระสัตปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ยอมรับว่า ชีวิตของท่าน มาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อท่านอ่าน หนังสือ ความเลื่อมใสศรัทธาต่อแม่พระ ที่นักบุญ มงฟอร์ต แต่ง พระสัตปาปา ท่านนี้ กล่าวถึงงานเขียนของท่าน นักบุญ มงฟอร์ต ว่า เป็นงานเขียนที่มีศิลปะชั้นสูง(baroque)และงานทุกชิ้นของท่าน เป็นงานที่งดงาม และมีความลึกซึ้ง แม้ว่าแบบแผนที่ท่านใช้ในการนำเสนองานเขียนในการอธิบายหลักเทวะศาสตร์ของท่านและความเชื่อที่คนในยุคของท่านได้ถือปฏิบัติ จะมีข้อจํากัด และต้องตีความ แต่งานของท่านก็ยังได้รับความสนใจและควรแก่การศึกษา จนถึงวันนี้  
จิตตารมย์ของท่าน

นักบุญ มารี กรียอง เดอ มงฟอร์ต เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในความเลื่อมใสศรัทธาที่ท่านมีต่อแม่พระ อย่างไรก็ตามจิตตารมย์ของท่านนั้นอยู่บนพื้นฐานของรหัสธรรมแห่งการบังเกิดของพระเยซูเจ้า และถือว่าเป็นความเชื่อและคำสอนของท่านนี้มีพระคริสต์เจ้าเป็นศูนย์กลาง และจะเป็นความเข้าใจอย่างมาก ถ้าจะกล่าวว่า ความเลื่อมใสศรัทธาของท่านนักบุญที่มีต่อแม่พระ ท่านได้ยึดพระนางเป็นศูนย์กลาง ในปฐมบทงานเขียนของท่านในเรื่อง “พระเจ้าแด่ผู้เดียว” (God Alone) งานชิ้นนี้เป็นการรวบรวมหลายๆงานเขียนของท่านเข้าด้วยกัน และเป็นการนําเสมอภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ในความหมายของจิตตารมย์ ที่ท่านถืออยู่ นั่นคือ “ชีวิตของพระเยซูในองค์พระแม่มารี” 

แง่มุมที่โดเด่นหลายแง่มุมในชีวิตจิตของท่านนักบุญมงฟอร์ต

ภาพชีวิตจิตของท่านนักบุญมงฟอร์ต

การศึกษาชีวิตของท่าน นักบุญ มงฟอร์ต ที่มีต่อประสบการณ์ต่อองค์ปรีชานิรันดร์ ได้ทำการศึกษาในหลายๆแง่ มุมนับตั้งแต่ พื้นฐานทางครอบครัวของท่าน ประวัติทางการศึกษา ชีวิตการสวดภาวนาประจำวัน การศึกษาพระคัมภีร์ การอ่านหนังสือที่หลากหลายของท่าน การเป็นนักจาริกเทศนา แง่มุมเหล่านี้ ล้วนมีบทบาทต่อความเข้าใจของเราต่อความเชื่อและการแสดงออกซึ่งความเชื่อของท่านในระดับหนึ่ง ลึกซึ้งไปกว่านั้น การที่ท่านซึมซับงานเขียนและการพัฒนาชีวิตจิต ทั้งของคณะเยซูอิต(Jesuits) โดมินิกัน (Dominicans) ซูปีเซี่ยน (Sulpicians )โอเรโตเลี่ยน (Oratorians) คณะฤษีแห่งภูเขาวาเลเรียน ของกรุงปารีส (the Hermits of Mont Valerien in Paris) และคณะนักบวชอีกหลายๆคณะ  รวมทั้ง คณะภคิณีวิสิเทชั่น (the Visitation Order) และ คณะซิสเตอร์เบเนดิกติน(the Benedictine Nuns) ทำให้ท่านเกิดมุมมองที่หลากหลายและแตกต่างออกไปในเรื่องการพัฒนาชีวิตจิตที่เน้นการผสมผสาน อย่างไรก็ตาม การที่ท่านบ่มเพาะตนเองใน French School of spirituality อย่างเข้มข้นจากการศึกษาชีวิตของท่าน  Cardinal de Bérulle ที่เป็นนักจาริกเทศนาเหมือนกับท่านและถือเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต ทำให้ท่านมิใช่แต่บูรณาการแนวคิดต่างๆเข้าด้วยกันเท่านั้นแต่ยังนำหลักธรรมของ ท่าน Cardinal de Bérulle มาผสมผสาน จนกลายเป็น แนวคิดชีวิตจิตของท่านเอง ที่เป็นที่รู้จักกัน ใน ชื่อของ สำนักชีวิตจิตของมงฟอร์ต ( the Montfortian School of spirituality)

แก่นแท้ของแนวคิดของท่าน เริ่มจากการยอมรับที่มาของตนเองในศีลล้างบาปที่มีองค์พระเยซูคริสต์ประทับอยู่ พื้นฐานดังกล่าวได้ทะลุทะลวงความคิดของ ท่าน น. มงฟอร์ต และทำให้ท่านประกาศอย่างมั่นใจว่า คำสอนของท่านจะ  “ผิดพลาดก็ต่อเมื่อคำสอนเดิมของคริสตศาสนาถูกล้มล้าง” (The True Devotion, 163) พระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 ได้กล่าวเกี่ยวกับแนวคิดนี้ของ ท่าน น. มงฟอร์ตว่า “ท่านนักบุญแนะนำเราให้เข้าถึงรหัสธรรมของหลักธรรมที่ทําให้ความเชื่อของเรามีชีวิต เจริญเติบโตและเกิดผล"

อย่างไรก็ตาม ศีลล้างบาปของเราในองค์พระบุตร และในองค์ปรีชานิรันดร์ไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะเข้าใจง่ายๆ ถ้าไม่ได้อธิบายจากการเทศน์ของพระสงฆ์ที่มีประสบการณ์และปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว  นักบุญ เปาโลได้กล่าวกับชาว ฟิลิปเปียน ว่า “เราต้องละวางตนเองเหมือนเช่นองค์พระเยซูเจ้า ที่ได้ ‘ละพระเทวาภาพของพระองค์’มาเป็นมนุษย์”  (Phil. 2:7) และไว้วางใจในพระญาณสอดส่องของพระ คำสอนของท่าน น. มงฟอร์ตจึงเน้นไปที่ การยึดมั่นในความยากจนของจิตวิญญาณ การดำเนินชีวีตที่ยึด มหาบุญลาภข้อ ที่1 เป็นหลักในการดำเนินชีวิต นั่นก็คือ “บุญของเขา ที่มีจิตใจยากจน เหตุว่า พระราชัยจะเป็นของเขา”  (Mt 5:3) งานเขียนของท่านจึงเรียกร้องให้เรายอมรับอย่างเป็นทางการด้วยใจรัก ที่จะเป็น “ทาสรับใช้ขององค์พระเยซูเจ้า” ความหมายของ “ทาส” สำหรับ ท่าน น. มงฟอร์ต เป็นความหมายของการเป็น ผู้ประกาศข่าวดีของพระเจ้าที่พระองค์ทรงรักเรา และไถ่กู้เรา ด้วยการสิ้นพระชนม์ของพระวจนาตย์ เราจึงถวายตัวของเราทั้งครบต่อองค์ปรีชานิรันดร์ เพื่อเรา จะได้มีคุณลักษณะตามคำสอนของท่าน น.มงฟอร์ต  ที่เน้นการรื้อฟื้นคำสัญญาของศีลล้างบาปอย่าง สมบูรณ์ เต็มใจ และทั้งครบ เหมือนเช่นคำแนะนำของ พระสันตะปาปา เคลเมนต์ที่ 11ที่ให้กับท่านว่า “ให้คุณพ่อจาริกและเทศน์สอนการรื้อฟื้นคำสัญญาของศีลล้างบาป ที่จะทำให้พระศาสนาจักรกลับมีชีวิตที่กระชุ่มกระชวย” ซึ่งท่านก็นำคำแนะนำนี้มาใช้อย่างไม่บกพร่องในการเทศน์สอนของท่านตลอดมา

อย่างไรก็ตามตามแผนรหัสธรรมขององค์ปรีชานิรันดร์ที่ดูเหมือนเป็นสิ่งที่โง่เขลาในสายตาของโลก การเทศน์สอนของท่านในเรื่องดังกล่าว มีมิติที่แฝงไว้อยู่ข้างใน แม้ว่าการรับศีลล้างบาปของเราคือการมีส่วนร่วมในองค์ปรีชาญาณนิรันดร์แต่การที่องค์ปรีชาญาณนิรันดร์จะอาศัยอยู่ในใจเหมือนเช่นบ้านของท่านเอง เราจะต้องได้รับฉันทานุมัติจากสตรีผู้หนึ่งที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับเรา พระนางจะเป็นผู้เปิดประตูของสากลจักรวาลที่เต็มไปด้วยบาปให้กับกษัตริย์แห่งพระสิริมงคล สตรีผู้นั้น ก็คือพระนางมารีผู้ปฏิสนธินิรมล  การเป็นตัวแทนของมนุษย์ชาติ ที่ตอบรับการเชื้อเชิญของพระ ในประวัติศาสตร์ของการไถ่กู้มนุษย์ชาติของพระวจนาตย์ สำหรับท่าน น.มงฟอร์ต บทบาทของแม่พระที่อยู่ในแผนของการไถ่กู้มิใช่อยู่แค่การเริ่มต้น แต่ อยู่ในแผนการของการดำเนินการทั้งหมดที่ได้กำหนดโดยพระตรีเอกานุภาพ คาร์ล ราฮ์เนอร์ ได้สะท้อนความคิดดังกล่าวของท่าน น.มงฟอร์ต ในหนังสือของท่านว่า “การตอบรับการมีส่วนในแผนการไถ่กู้มนุษย์ชาติของแม่พระเป็นความร่วมมือที่กำหนดประวัติศาสตร์ของโลกนี้ทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจางหายไปในอดีต การตอบรับ “อาแมน” ของเธอ เป็นการตอบรับที่ดำรงอยู่เป็นนิรันดร์ และการน้อมรับน้ำพระทัยของพระตลอดไป พระสันตะปาปา ปอล ที่6 ใน “Marialis Cultus” ได้ตรัสไว้ว่า ‘นั่นเป็นคำสอนที่เป็นรากฐานที่มั่นคงต่อการมีความเลื่อมใสศรัทธาต่อแม่พระ ที่ท่าน น.มงฟอร์ต ได้เรียกร้องให้เรา มีต่อพระนาง เพราะพระนางเป็นตัวแทนของความเชื่อที่อยู่ในแผนการไถ่กู้มนุษย์ชาติ ตามเจตจำนงขององค์พระผู้เป็นเจ้าและความเลื่อมใสดังกล่าวคือท่อธารของพระหรรษทานทุกประการ และการที่เราจะสามารถดำรงอยู่ในศีลล้างบาปที่มีองค์ปรีชานิรันดร์ประทับอยู่ เราจำเป็นจะต้องดำเนินชีวิตอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของแม่พระ เพราะพระเยซูเจ้านั้นเป็นบุตรของพระนางตลอดมาและตลอดไป พระนางจึงเป็นผู้ทูลขอให้กับสากลจักรวาลและเป็นผู้น้อมรับทุกสิ่งที่เป็นเจตจำนงของพระบุตรของพระนาง ด้วยความกระตือรือร้นและความรับผิดชอบ บทบาทของพระนางดังกล่าว ทำให้เรามีส่วนในองค์ปรีชานิรันดร์’

ความเข้มข้นในความเลื่อมใสศรัทธาต่อแม่พระที่มีองค์พระเยซูเจ้าเป็นศูนย์กลาง ของท่าน น.มงฟอร์ต มีขนาดว่า “ถ้าท่านสอนให้เราศรัทธาต่อแม่พระแล้วทำให้เรา ห่างเหินกับพระเยซูเจ้า คำสอนนั้นเราจะต้องปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงและถือว่าคำสอนนั้นเลวร้ายที่สุด” (cf. The True Devotion, 62) ‘เราจึงต้องก้าวเข้าสู่การสนิทสัมพันธ์อย่างแนบแน่นและเข้มข้นในองค์ปรีชาญาณนิรันดร์พร้อมกับพระแม่มารี การกีดกันแม่พระออกจากประวัติศาสตร์แห่งความรอดและออกจากชีวิตคริสตชน’ ท่าน น.มงฟอร์ตถือว่า ‘เป็นการปฏิเสธแผนการแห่งความรอดที่กำหนดโดยพระบิดาเจ้า’

การที่เราดำเนินชีวิตทั้งหมดของเราโดยการยอมรับความจริงในความเชื่อดังกล่าวได้ การดำเนินชีวิตในลักษณะดังกล่าว นั้น ท่าน น.มงฟอร์ต เรียกการดำเนินลักษณะดังกล่าวว่า “เป็นการถวายตนต่อองค์ปรีชานิรันดร์” สำหรับ ท่าน น.มงฟอร์ต ถือว่า “การมอบถวายตัวเราต่อองค์ปรีชานิรันดร์เราจะต้องทำด้วยความรักและอิสระ ยึดมั่นในแผนการการไถ่กู้ของพระ และถือว่านั่นเป็นการฟื้นฟูตัวเราในองค์พระจิตและการมอบถวายนี้จะพาเราให้สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้กับพระและทำให้เกิดความรอดกับวิญญาณของเรา” (cf. The True Devotion, 214).

ชีวิตจิตของท่าน น.มงฟอร์ตจึงเป็นชีวิตจิตที่มีพื้นฐานอยู่บนความเป็นจริงของการไถ่กู้มนุษย์ชาติของพระวจนาตย์และการดำรงอยู่ของพระองค์ในศีลล้างบาปจะมีความเด่นชัดในตัวเราก็ต่อเมื่อ เราได้ทำการป่าวประกาศและทำการการแพร่ธรรม ด้วยจิตใจที่ถือความยากจนและยินดีที่จะรับใช้ผู้ที่ถูกทอดทิ้งในสังคม การดำเนินการทั้งหลายทั้งปวงจะต้องอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่มีแม่พระเป็นผู้อุปถัมภ์ เพื่อว่า เหมือนเช่นพระนาง เราจะได้เป็นวิหารของพระจิตเจ้าและทำให้เราสามารถฟื้นฟูโฉมหน้าใหม่ของโลก

การดำเนินชีวิตในความหมายของศีลล้างบาปที่สมบูรณ์ในเชิงการแพร่ธรรม ท่าน น.มงฟอร์ตได้สรุปไว้ว่า “ทุกสิ่งจะต้องทำเพื่อพระเป็นเจ้าเท่านั้น” ทุกสิ่งทุกอย่างที่ขัดกับพระ ทุกสิ่งที่เป็นสิ่งเท็จเทียมของโลกนี้จะต้องถูกทำลายลงด้วยการเผยแพร่คำสอนนี้ คำสอนที่ว่า “ในองค์พระคริสต์เท่านั้นที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเรา” ความรู้ในองค์พระวจนาถต์และในองค์ปรีชานิรันดร์เป็นความรู้มากเกินพอ “แม้จะมีความรู้ในทุกสิ่งแต่ไม่รู้จักพระองค์ก็เท่ากับไม่มีความรู้อะไร" คตินี้เป็นคติพจน์ที่ท่าน น.มงฟอร์ต ยึดถือมาตลอดชีวิตของท่านและคติพจน์นี่แหละที่ให้พลังที่เต็มเปี่ยมด้วยพลานุภาพของพระจิตแก่ท่าน ท่านจึงมักเน้นความแตกต่าง “ระหว่าง อะไรที่เป็นปฏิปักษ์ต่อปรีชาญาณของพระและอะไรที่เป็นระบบคุณค่าที่บิดเบือน” ไม่ว่าท่านจะจาริกไปที่ไหนก็ตาม ไม่พ้นแม้กระทั่งในชุมชนของกลุ่มคริสตชน ท่าน น.มงฟอร์ตก็จะตอกย้ำอยู่เสมอว่า “ให้เห็นศัตรูที่แท้จริงของเราว่าคืออะไร” ศัตรูดังกล่าว เช่น การยกตนข่มคนอื่น เชื่อว่าโลกนี้ไม่มีพระก็ได้ หลงใหลในลาภยศ  เป็นต้น ไม่แปลกใจเลยท่านจะสวดขอพระให้ประทาน คณะนักบวชเพื่อการแพร่ธรรมให้กับท่าน เพราะท่านมองว่า นักบวชกลุ่มนี้จะเป็นผู้ปกป้องบ้านของพระ และคงไม่แปลกใจอีกเช่นกัน ที่ท่าน จะเรียกร้องหา บุคคลที่จะเดินตามท่านให้ถือ คติพจน์เดียวกับท่าน นั่นคือ “แด่พระเจ้า แต่ผู้เดียว” GOD ALONE!

คติพจน์นี่เอง (GOD ALONE)ที่ท่านถือว่าเป็นความสง่างามที่ยิ่งใหญ่ของท่าน ท่าได้รับการยอมรับว่าเป็นนักจาริกเทศนาที่เหมาะกับยุคของท่าน และเป็นนักเทศน์ที่เหมาะกับประชาชนในยุคนั้น แน่นอน ภาษาที่ท่านใช้และแบบแผนการนำเสนอความคิดของท่าน เป็นการใช้ภาษาที่สละสลวยและมีสีสัน การนำเสนอคำเทศน์ที่แฝงคุณธรรมและการบำเพ็ญเพียรภาวนาที่มีชีวิตชีวา ที่นักเทศน์คนอื่นไม่มี ทําให้นักเทศน์เหล่านั้นนำเสนอได้อย่างผิวเผินและอย่างเร้าใจแบบท่านได้ แต่ท่านสามารถทำให้คำสอนที่ลึกซึ้งของท่านถูกนำเสนอออกมาอย่างเข้าใจง่ายและน่าประทับใจ เพราะท่านมักจะเน้นในคำสอนของท่านอยู่เสมอก็คือ “เราเป็นทาสแห่งการแพร่ธรรมของพระเยซูเจ้าในองค์พระแม่มารี” และการที่ท่านต้องเน้นย้ำเช่นนั้นเพราะมีการบิดเบียนคำสอนของท่านเสมอ การศึกษางานของท่านจึงต้องมีการศึกษาอย่างรอบคอบและให้เหมาะกับยุคสมัยแต่คงไว้ที่ความหมายที่แท้จริงในคำสอนของท่าน

ยกตัวอย่าง คำว่า”ทาส” ในความหมายของพระคัมภีร์มักจะถูกตีความผิดๆในบริบทของวัฒนธรรมที่ต่างกัน และเมื่อ ท่าน น.มงฟอร์ตนำมาใช้ในคำเทศน์ของท่าน ความหมายดังกล่าวก็จะถูกบิดเบือนไปด้วย อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องน่าทึ่งอย่างมากที่ ท่าน น.มงฟอร์ต สามารถเชื่อมโยง คริสต์ศาสตร์ให้กับศาสนาศาสตร์ของพระแม่มารีได้อย่างสนิท ซึ่งสังคายนา วาติกันที่ 2 โดย “ Marialis Cultus” ผู้ซื่อสัตย์ต่อคำสอนของท่าน น. มงฟอร์ต เรียกร้องให้ผู้ที่สนใจศึกษางานของท่าน น. ให้ศึกษาภายใต้คำสอนของพระศาสนาจักร และข้อมูลที่ค้นหาอย่างลึกซึ้ง

โดยสรุป จิตตารมย์ของท่าน น. หลุยส์ มารี เดอ มงฟอร์ต ก็คือการปฏิรูปพระศาสนาจักร โดยผ่านการรื้อฟื้นคำสัญญาของศีลล้างบาปของเราในองค์พระเยซูคริสต์ และการใช้ชีวิตของเราตามคำสัญญานั้น และเราจะต้องน้อมรับด้วยความเต็มใจและแน่วแน่ ว่าเรารักที่จะเป็นทาสรับใช้พระเยซูเจ้าในองค์พระแม่มารีและนั่นก็คือ การประกาศข่าวดีของเรา อีกแง่มุมของจิตตารมย์มงฟอร์ต ซึ่งงอกออกมาจาก “แก่นของศีลล้างบาป”  (baptismal core) และเราจะต้องป่าวประกาศข่าวดีนี้อย่างเต็มความสามารถและอย่างกล้าหาญในความรักที่มีต่อคนยากจน และคนที่ถูกกดขี่ด้วยความยินดีและความไว้วางใจในพระญาณสอดส่อง ในความสว่างขององค์พระจิต ในการแสดงความเลื่อมใสศรัทธาต่อแม่พระในฐานะแม่ฝ่ายวิญญาณ ในการใช้ชีวิตอย่างร้อนรนในการรำพึงภาวนาที่ร้อนรน สิ่งเหล่านี้ แน่นอนย่อมสัมผัสเนื้อแท้ของการใช้ชีวิต คริสตชน ในวันนี้แท้จริงแล้ว ชีวิตและคําสอนเกี่ยวกับชีวิตจิตของท่านมีความเหมาะสมสำหรับคนในยุคนี้มากกว่าในยุคของท่านเสียอีก